วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทำตามพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา (3/5)

2. ทำตามพระมหาบัญชา (1)

18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค" (มัทธิว 28:18-20)

นี่เป็นคำตรัสสุดท้ายก่อนที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่บอกว่ารักพระเจ้า
เมื่อเรารักพระองค์ เราต้องเคารพยำเกรงพระองค์ เพราะพระคุณความรักของพระองค์มีต่อชีวิตเราอย่างมากมาย ดังนั้นคำตรัสสั่งสุดท้ายที่พระองค์ให้เราปฏิบัติ เราจะไม่ทำตามได้อย่างไร

สิ่งนี้ทำลำบากหรือไม่? มีอุปสรรคหรือไม่? ถ้าพี่น้องอ่านพระคัมภีร์จะสังเกตได้ว่า ในข้อ 17 มีคำหนึ่งที่น่าสนใจมาก

"และเมื่อเห็นพระองค์จึงกราบลงนมัสการ แต่บางคนยังสงสัยอยู่" (มัทธิว 28:17)

แม้พวกเหล่าสาวกจะก้มลงกราบนมัสการพระเยซูคริสต์ แต่ก็ยังคงมีบางคนที่ยังสงสัยอยู่

นี่แหละครับ เป็นอุปสรรคสำหรับการขยายแผ่นดินของพระเจ้า เพราะคนที่สงสัยก็มักจะมีเหตุผลมากมาย มีข้ออ้างต่าง ๆ ที่จะปฏิเสธที่จะกระทำตามพระมหาบัญชา

เหตุผลดี ๆ หลายประการที่จะไม่ทำตามพระมหาบัญชา เช่น

  • การเสริมสร้างภายในคริสตจักรยังทำไม่ได้ดีเลย แล้วจะประกาศข้างนอกได้อย่างไร?
  • ยังมีลูกหลานมากมายที่ยังไม่สามารถนำกลับมาได้ ทำตรงนี้ให้ดีก่อนจะดีกว่าหรือไม่?

คริสตจักรในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้ จนถึงทุกวันนี้ บางคริสตจักรมีอายุมากกว่า 50 ปี แต่ยังไม่มีคริสตจักรลูกเกิดขึ้นสักแห่งเดียว

อุปสรรคอีกอย่างที่สมัยอัครทูตอาจใช้อ้าง จนไม่ออกไปประกาศได้ คือ

  • พวกเรามีแค่นี้เอง จะทำอะไรมากมายได้?
  • พวกยิวข่มเหงเรา พวกโรมก็จับจ้องจะเล่นงานเรา เอาตัวรอดให้ได้ก่อนเถิด แล้วค่อยทำการใหญ่เพื่อพระเจ้า

ขอบคุณพระเจ้าที่บรรดาเหล่าอัครสาวกไม่ได้ทำเช่นนั้น ขอบคุณพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อฟังพระมหาบัญชาตามที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสสั่งพวกเขา พวกเขาได้ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของพระองค์

พวกเขาออกไปสั่งสอนจนมีผู้เชื่อมากมาย และผู้เชื่อก็รับบัพติศมา พวกเขาสามารถสร้างคนเหล่านั้นให้เป็นสาวกที่ดีของพระเยซูคริสต์เจ้าต่อไป เพราะพวกเขาทั้งหลายเชื่อฟังและกระทำตามพระมหาบัญชา


ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

การนมัสการรวมพิธีมหาสนิท "วันเผยแพร่ของภาค" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 28/03/2010

เรื่อง ทำตามพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทำตามพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา (2/5)

1. ทำตามพระมหาบัญญัติ (2)

2. ผู้ที่รักพระเจ้า จะรักพี่น้อง

19 เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน
20 ถ้าผู้ใดว่า "ข้าพเจ้ารักพระเจ้า" และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้
21 พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย (1 ยอห์น 4:19-21)

พี่น้องที่รัก เมื่อเรารักทั้งหลายรักพี่น้อง รักซึ่งกันและกัน เราก็พร้อมเสมอที่จะเสริมสร้างกันและกัน พร้อมที่จะให้อภัย พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ พร้อมที่จะทุ่มเทเวลาในการเสริมสร้างเพื่อให้พี่น้องเติบโตสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ เราจะต้องช่วยปกป้องและดูแลจิตวิญญาณพี่น้องให้เข้มแข็งในองค์พระผู้เป็นเจ้า

ผู้สูงอายุชอบเล่าเรื่องอดีต ข้าพเจ้าจึงจะขอเล่าเรื่องเก่า ๆ บ้าง

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังคงเป็นนักศึกษาฝึกงานในคริสตจักรสะพานเหลือง ข้าพเจ้าก็ได้พบกับบรรดาอนุชนและคณะเพื่อคุณ (อนุชนอาชีพ) รุ่นแรก ๆ ในฐานะที่ข้าพเจ้ายังเป็นคนภายนอกในขณะนั้น ข้าพเจ้าก็สัมผัสได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นรักกันมาก พวกเขาช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ได้เห็นพี่น้องบางท่านอธิบายพระคัมภีร์ให้แก่รุ่นน้องฟัง และมีการหนุนใจให้ร่วมกันรับใช้อย่างร้อนรน นี่เป็นภาพที่สวยงามมาก

ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าก็ได้เห็นว่า เมื่อยุวชนไปค่าย ก็จะมีอนุชนและเพื่อคุณไปคอยช่วยเหลือ ในวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าก็ได้เห็นคณะบุรุษเป็นผู้ต้อนรับอย่างดีที่หน้าคริสตจักร และมีพี่น้องหลายท่านมาคริสตจักรแต่เช้าเพื่อร่วมอธิษฐานและเสริมสร้างพี่น้อง บางท่านก็เป็นครูสอนชั้นเรียนพระคัมภีร์ นอกจากนี้ คริสตจักรสะพานเหลืองก็มีการส่งมิชชันนารีเพื่อช่วยพี่น้องที่อยู่ห่างไกล และข้าพเจ้าก็ได้เห็นการร่วมงานต่าง ๆ ในคริสตจักรลูก

พี่น้องที่รัก ถ้าเรารักพี่น้องจริง เราต้องช่วยเหลือเสริมสร้างให้พี่น้องเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ ดังเช่นกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว ขณะเดียวกัน เราต้องช่วยกันระมัดระวัง อย่าให้พี่น้องที่กำลังเจริญเติบโตต้องสะดุดลง

สะดุดด้วยอะไร? ด้วยการใส่ไวรัสลงไปในความคิดของพี่น้อง ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เช่น การตำหนิติเตียนต่อหน้าผู้อื่น การพูดจาไม่สร้างสรรค์ การมีท่าทีไม่เหมาะสม และการมีทัศนคติเชิงลบ

เมื่อเรารักลูก เราก็ไม่อยากให้เขาต้องเผชิญสิ่งที่ไม่ดี เราก็จะไม่โกหกกับเขา ไม่ทะเลาะกันต่อหน้าเขา เช่นเดียวกัน เมื่อเรารักพี่น้องเรา ก็ขออย่าได้นำสิ่งที่ไม่ดีไปใส่ไว้ในจิตใจของพี่น้อง แต่ตรงกันข้าม เราจะต้องเสริมสร้างพี่น้องให้มีความเชื่อ ความหวัง ความรัก และให้มีทัศนคติเชิงบวก ให้พี่น้องรู้ว่าในพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้ มีแต่สิ่งดี ๆ ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ในชีวิตเรา แม้จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก แต่สิ่งเหล่านี้ก็เพื่อเสริมสร้างชีวิตเราให้เข้มแข็ง เราจะต้องมีส่วนเชิญชวนให้พี่น้องร่วมกันรับใช้พระเจ้า เผื่อชีวิตฝ่ายวิญญาณเติบโตด้วย เพื่อเขาจะพร้อมที่จะทำตามพระมหาบัญชาของพระเจ้า มีส่วนในการขยายแผ่นดินของพระเจ้า


ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

การนมัสการรวมพิธีมหาสนิท "วันเผยแพร่ของภาค" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 28/03/2010

เรื่อง ทำตามพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทำตามพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา (1/5)

วันนี้เป็นวันเผยแพร่ของภาค จึงขอนำพระวจนะของพระเจ้า 2 ตอนนี้มาเรียนรู้ด้วยกัน

 

1. ทำตามพระมหาบัญญัติ (1)

34 ฝ่ายพวกฟาริสี เมื่อได้ยินว่าพระองค์ทรงกระทำให้พวกสะดูสีนิ่งอั้นอยู่ จึงประชุมกัน
35 มีบาเรียนผู้หนึ่งในพวกเขาทดลองถามพระองค์ว่า
36 "อาจารย์เจ้าข้า ในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด"
37 พระเยซูทรงตอบเขาว่า "จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า
38 นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่ และข้อต้น
39 ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
40 ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้" (มัทธิว 22:34-40)

พระมหาบัญญัติ คือ

  1. รักพระเจ้า ด้วยสุดใจ สุดจิต และด้วยสิ้นสุดความคิด นี่เป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น
  2. รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

พระธรรมตอนนี้ สอนให้เรารู้ว่า ผู้ที่รักพระเจ้าอย่างสุดใจ จะแสดงออก 2 สิ่ง

1. ผู้ที่รักพระเจ้า จะนมัสการและปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี

การรักพระเจ้าอย่างสุดใจ เราจะต้องให้การนมัสการพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นของวิถีชีวิตของตน เพราะการนมัสการพระเจ้า เป็นการถวายเกียรติยศสูงสุดแด่พระเจ้า เป็นการสรรเสริญพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เป็นการแสดงออกถึงความยำเกรงพระเจ้า เป็นการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ไม่ว่าด้วยเสียงเพลง หรือด้วยเครื่องดนตรี หรือด้วยการแซ่ซ้องสรรเสริญเชิดชูพระนามพระองค์

ในการนมัสการนี่เองเราจะได้สัมผัสถึงการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เข้าใจน้ำพระทัยอันยอดเยี่ยมของพระเจ้า ผ่านทางพระวจนะของพระองค์ หรือประสบการณ์ชีวิตของพี่น้อง แล้วเราจะได้ซาบซึ้งพระคุณความรัก นี่เป็นวิถีชีวิตของเราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสเตียน

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปนมัสการพระเจ้าที่ประเทศจีน 2-3 ครั้ง ทุกครั้งที่ไปก็ได้พบเห็นสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือ จะมีคนมากมายมาเข้าแถวเพื่อเข้านมัสการพระเจ้า เมื่อรอบแรกเต็ม พวกที่เหลือก็จะยืนคอยเพื่อเข้านมัสการรอบต่อไป ที่นั่งในคริสตจักรก็จะเป็นไม้กระดานแผ่นเดียว บางคนก็นำเก้าอี้พลาสติกจากบ้านมานมัสการ เนื่องจากอากาศร้อนจึงมีสมาชิกบางท่านนำพัดมาใช้ด้วย และเนื่องจากมีคนมาก บ่อยครั้งต้องมีคนคอยแจกยาดมให้ด้วย แม้ว่าจะยากลำบาก แต่พวกเขาก็นมัสการพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี

ที่ประเทศเกาหลีก็เช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าพบเห็นพี่น้องคริสเตียนที่ประเทศเกาหลีตื่นแต่เช้ามืด เพื่อร่วมนมัสการอธิษฐาน แม้อากาศที่นั่นจะหนาวเหน็บเพียงไร ก็ไม่เป็นอุปสรรค

สิ่งเหล่านี้ เป็นเพราะเหตุใด? ข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกเขารักพระเจ้าจริง ๆ พวกเขาให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิต พวกเขานมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ซึ่งเป็นการแสดงออกที่สำคัญของวิถีชีวิตของเขาเหล่านั้น

พวกเราทั้งหลายในที่นี้ มานมัสการพระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อ ด้วยใจยำเกรง แต่ทว่าหลายคนมาโบสถ์แล้ว กลับไม่ได้นมัสการพระเจ้า ขาดพระพรไปอย่างน่าเสียดาย


ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

การนมัสการรวมพิธีมหาสนิท "วันเผยแพร่ของภาค" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 28/03/2010

เรื่อง ทำตามพระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

ร่วมใจจึงจะสำเร็จ (6/6)

ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า 'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' " (มัทธิว 4:4)

จำเป็นที่เราจะต้องเลี้ยงดูร่างกาย แต่การเลี้ยงดูร่างกายนี้ก็เพื่อที่เราจะกระทำจุดหมายของพระเจ้าให้สำเร็จ เพื่อที่จะนำราชอาณาจักรของพระเจ้ากลับคืนสู่พระองค์ เราจึงจำเป็นต้องเลี้ยงดูร่างกายให้ดี

ถ้าเราสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้า เราจะไม่เป็นคริสเตียนแบบสามวันดีสี่วันไข้ เราจะไม่เป็นคริสเตียนที่ต่อว่าพระเจ้า เราไม่จำเป็นต้องอาศัยงานฟื้นฟูที่จะทำให้เราติดสนิทกับพระเจ้า แต่ตลอดเวลาเราจะตระหนักว่าชีวิตของเราเป็นชีวิตที่กำลังแสวงหาและเดินไปสู่นิรันดร์ เราจะได้ยินเสียงพระเยซูคริสต์ตลอดว่า "จงกลับใจเสียใหม่ เพราะแผ่นดินสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว" ถ้าเราคิดได้เช่นนี้ทุกวัน ๆ เราจะได้ไปสวรรค์อยู่แล้ว จะทะเลาะกันทำไม แผ่นดินสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว ใกล้จริง ๆ คนที่มีปัญญาเท่านั้นที่จะมองเห็น ขอที่เราจะกลับใจอยู่ทุก ๆ วัน จะไม่ทำบาป ไม่ทำให้พระเจ้าเสียพระทัย เพราะแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว

ถ้าแผ่นดินสวรรค์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตเรา เราจะรับใช้ดังเช่นอาจารย์เปาโล ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด ไม่ว่าจะต้องลุยน้ำลุยไฟ เราก็จะมีกำลัง

ชีวิตนิรันดร์ ทำให้แพทย์มิชชันนารีต้องไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เสี่ยงภัยอย่างมากมาย เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเหล่านี้เกิดความยินดี คือ ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้กลับคืนสู่พระองค์แล้ว


ศจ. ประเสริฐ พรกีรติกุล

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 11/04/2010

เรื่อง ร่วมใจจึงจะสำเร็จ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

ร่วมใจจึงจะสำเร็จ (5/6)

สำหรับมิชชันนารี OMF เขาไม่ได้คิดว่าจะต้องมีโรงพยาบาลใหญ่โต เขาไม่ได้หวังว่าจะได้ผลกำไรอย่างมากมาย สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาคือการนำดวงวิญญาณมาถวายแด่พระเจ้า แม้ว่ามิชชันนารีหลายท่านต้องทุ่มเทและเสียชีวิตในประเทศไทย แต่เขาเหล่านั้นก็มีเป้าหมายในชีวิต

อาจารย์เปาโลกล่าวว่า ท่านไม่เสียดาย ไม่ว่าจะอยู่หรือจะตาย เพราะชีวิตของท่านอยู่ในพระเยซูคริสต์

20 เพราะว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาและความหวัง ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้รับความละอายใดๆเลย แต่เมื่อก่อนทุกครั้งมีใจกล้าเสมอฉันใด บัดนี้ก็ขอให้เป็นเช่นเดียวกันฉันนั้น พระคริสต์จะได้ทรงรับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอ แม้จะโดยชีวิตหรือโดยความตาย
21 เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร (ฟิลิปปี 1:20-21)

นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์เปาโลค้นพบคุณค่า จึงยอมที่จะบากบั่นไปในสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้

ถ้าเราปรารถนาให้คริสตจักรก้าวหน้าและเป็นที่อวยพร สิ่งแรกที่เราจำเป็นต้องทำในระดับส่วนตัว ก่อนที่เราจะสามารถผนึกกำลังเป็นกองทัพใหญ่ คือ เราจะต้องค้นหาคุณค่าของการดำเนินชีวิต ดังนั้นการที่เรามีโอกาสได้ทบทวนจากพระวจนะของพระเจ้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเราคิดได้ และเข้าใจ แต่บางครั้งเราก็ลืม ทำให้ชีวิตไม่สม่ำเสมอ

ถ้าหากไฟไม่สามารถรวมกันได้ เพราะมีลมพัดตลอดเวลา ไฟนั้นก็จะไม่สามารถที่จะใช้หุงข้าวได้ ไม่สามารถทำอาหารให้สุกได้

ถ้าหากชีวิตของเราไม่รู้ว่าอะไรคือคุณค่า อะไรคือจุดประสงค์ อะไรคือความสำเร็จที่เราจะก้าวไป ชีวิตของเราก็จะเป็นชีวิตที่อยู่ไปวัน ๆ สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นเหตุให้ชีวิตเรามีความสุขของพระเจ้าได้เลย แต่หากเราเข้าใจว่าเราจะเป็นผู้ที่นำราชอาณาจักรในพิภพนี้กลับคืนสูพระเจ้า ชีวิตของเราก็จะเป็นชีวิตที่จะนำแผ่นดินของพระองค์กลับคืนสู่พระหัตถ์ของพระองค์

ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้ และสามารถมีภาษาเดียวกันกับพี่น้องทั้งหลายแล้ว ก็จะไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่สามารถมีเป้าหมายร่วมกัน ก็ยากที่จะเห็นการเคลื่อนไหวร่วมกัน

 

ศจ. ประเสริฐ พรกีรติกุล

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 11/04/2010

เรื่อง ร่วมใจจึงจะสำเร็จ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

ร่วมใจจึงจะสำเร็จ (4/6)

ชาวโลกพูดว่า รวมกันเราอยู่ ถ้ารวมแล้วไม่ทำอะไรก็แยกกันดีกว่า

การที่เราจะสามารถนำเอาเคล็ดลับของพระเจ้ามาสู่ชีวิต เราต้องรู้คุณค่าในสิ่งที่เราจะทำ สิ่งที่เป็นหัวใจของพระเจ้า ที่อยากให้เราซึ่งคริสเตียน ผู้ได้รับความรอด ได้กระทำ คือ

และทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดก็เป่าแตรขึ้น และมีเสียงหลายๆเสียงกล่าวขึ้นดังๆในสวรรค์ว่า "ราชอาณาจักรแห่งพิภพนี้ ได้กลับเป็นราชอาณาจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์" (วิวรณ์ 11:15)

นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพระเจ้า ราชอาณาจักรทุกสิ่งทุกอย่างของโลกนี้เป็นของพระเจ้า สิ่งที่อยู่ในจักรวาลทั้งหมดก็ล้วนเป็นของพระเจ้า แต่เราทั้งหลาย มนุษยชาติ ถูกมารครอบงำ เราถูกความบาปแย่งชิงไป และถ้าพระเจ้าจะเอาคืน พระเจ้าก็สามารถจะเอาคืนอย่างง่าย ๆ ถ้าพระองค์จะทรงใช้ความรุนแรง เพียงแค่แปล๊บเดียวทุกอย่างก็ลงตัว แต่ในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ปรารถนาให้ลูกของพระเจ้ากระทำการอันมีสง่าราศีนี้ เพราะในที่สุด ลูกของพระเจ้าจะเป็นผู้ที่จะนำเอาราชอาณาจักรของพระเจ้า กลับคืนมาสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า สิ่งที่ได้เสียไป จะได้ถูกนำคืนมาสู่พระองค์ ผู้ที่นำเอามาคืนก็คือลูกของพระเจ้า นั่นคือเราทั้งหลายที่เชื่อในฤทธิ์เดชของพระเยซู

พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรามีหัวใจเหมือนกันกับพระองค์ ให้เราเป็นทางผ่านแห่งความยิ่งใหญ่ของความรักของพระองค์ พระองค์ปรารถนาให้ลูกของพระองค์เป็นผู้ที่สำแดงสิ่งที่มีค่า มีความหมาย เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้ปกครองต่อไปเป็นนิตย์

สิ่งที่พระคัมภีร์บอกแก่เรา คือสิ่งต่อไปที่เราจะทำ เป็นสิ่งมีคุณค่าที่จะยั่งยืนถาวรเป็นนิตย์ ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่เพียงชั่วคราว

ขณะที่เรามีกำลังมีความสามารถ เราอาจทำสิ่งที่เป็นที่เชิดหน้าชูตา แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปตามวาระ แม้แต่ตัวเราก็จะพบความจริงของธรรมชาติที่เป็นกฎอยู่เหนือตัวเรา

ผู้ปกครองท่านหนึ่ง ก็บอกว่าอีกแค่ปีกว่า ๆ ก็ใกล้เกษียณแล้ว แม้ว่าดูแล้วหน้าตายังไม่น่าจะเกษียณเลย แต่เมื่อท่านได้บอกปีที่เกิดแล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เวลาผ่านไปเร็วมาก เรายังคิดอยู่ว่าเพิ่งจะจบไม่นาน อะไรก็ผ่านไปรวดเร็ว แปล๊บเดียวก็ใกล้เกษียณ เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าอยากถามเราว่า อะไรคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่? และสิ่งที่เราทำนั้นมีคุณค่าอย่างไร? สิ่งที่เราทำอยู่เป็นทองคำ เงิน เพชรพลอย หรือว่าเป็นไม้ หญ้าแห้ง ฟาง? ทุกสิ่งที่เราทำจะต้องผ่านไฟ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามจะต้องถูกพิสูจน์ด้วยไฟ สิ่งที่หลงเหลืออยู่จึงจะมีค่าและเป็นนิรันดร์


ศจ. ประเสริฐ พรกีรติกุล

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 11/04/2010

เรื่อง ร่วมใจจึงจะสำเร็จ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

ร่วมใจจึงจะสำเร็จ (3/6)

ในชีวิตของเรา เราอาจสามารถทำอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง และเรามีรากฐานอยู่แล้ว เราไม่สามารถนำสิ่งอื่นมาวางแทนรากฐานนี้ และรากฐานนี้ก็คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า

11 เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์
12 บนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง
13 การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร
14 ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน
15 ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ (1 โครินธ์ 3:11-15)

เราไม่สามารถเอาไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง มาก่อได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกพิสูจน์ด้วยไฟ และเมื่อไฟผลาญทุกอย่าง อะไรที่เหลืออยู่ก็คือสิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่เราทำทุกสิ่งจะต้องผ่านไฟทั้งสิ้น

ในความคิดของมนุษย์เรา คำว่า "สำเร็จ" ดูเหมือนจะมีความเข้าใจแตกต่างกันไป

ความสำเร็จของมนุษย์ส่วนใหญ่ เราจะพิจารณาด้วยตัวเลข ตัวเงิน หลายครั้งเราประเมินการเติบโตของคริสตจักรด้วยจำนวนสมาชิก แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ปรารถนาอาจไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลข สิ่งที่พระองค์ปรารถนา คือ เราทั้งหลายจะไปสู่เป้าหมายที่สูงส่งของพระองค์ เป้าหมายของพระองค์อาจจะไม่ใช่ตัวเลข ไม่ใช่ตัวเงิน

มิชชันนารีของ OMF ได้เขามาทำงานในประเทศไทยเป็นเวลาช้านาน โดยเฉพาะงานเรื่องของการรักษาพยาบาลในถิ่นทุรกันดาร โรงพยาบาลหลายแห่งได้ก่อตั้งมาหลายสิบปี หลายแห่งอยู่ในแนวชายแดน แต่น่าเสียดายที่ 40 ปีให้หลัง หลายโรงพยาบาลได้ปิดตัวลง

โรงพยาบาลเหล่านี้มีแต่มิชชันนารีที่เป็นแพทย์ อยู่ในบริเวณที่ประชาชนไม่มีค่ารักษาพยาบาลที่จะจ่าย แต่พวกเขาอยู่เป็นเวลาหลายสิบปีที่จะปักหลักตั้งมั่นอยู่ แม้ว่าท้ายที่สุดจะต้องถูกปิดโรงพยาบาลเพราะว่าไม่มีหมอไม่มีพยาบาลอีกต่อไป ซึ่งต่างจากโรงพยาบาลในเมืองที่มีตัวเลข มีตัวเงิน โรงพยาบาลเหล่านั้นอาจไม่มีอาคารที่สวยงาม ไม่มีรายรับที่สม่ำเสมอ อยู่ในสภาพที่ขัดสน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีคริสตจักรเล็ก ๆ มากมายกระจายอยู่ทั่วภาคเหนือและภาคอีสาน เขาไม่สามารถที่จะสร้างโรงพยาบาลใหญ่โตสวยงามได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนไทยจำนวนมากที่ได้มีโอกาสผ่านชีวิตของมิชชันนารีเหล่านั้นและได้มีโอกาสเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า คริสตจักรในประเทศไทยเติบโตมากมาย เพราะผลงานจากแพทย์เหล่านี้ที่ใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร

ในเชิงธุรกิจ คงจะบอกว่าพวกเขาล้มเหลว แต่ในอาณาจักรของพระเจ้า เขาได้สร้างชนชาติของพระเจ้าขึ้นมา ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่เราจะต้องมาดูว่าความสำเร็จที่พระเจ้าอยากให้เรามีหรือกระทำคืออะไร นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพระเจ้าตลอดเวลา สมควรที่เราจะนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นคุณค่า เพราะถ้าเราไม่เข้าใจคุณค่านี้ เราก็ไม่สามารถร่วมมือกันได้


ศจ. ประเสริฐ พรกีรติกุล

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 11/04/2010

เรื่อง ร่วมใจจึงจะสำเร็จ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ