Friday, 29 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (11)

หลักการการสอนที่ถูกต้อง (2)

16 ข้าพ‍เจ้า​ขอ​พูด​ซ้ำ​ว่า​อย่า​ให้​ใคร​คิด​ว่า​ข้าพ‍เจ้า​เป็น​คน​โง่​เขลา แต่​ถ้า​พวก​ท่าน​คิด​ว่า​ข้าพ‍เจ้า​เป็น​เช่น‌นั้น ก็​จง​ยอม‌รับ​ข้าพเจ้า​อย่าง​คน​โง่​เขลา​เถิด เพื่อ​ว่า​ข้าพ‍เจ้า​จะ​อวด​ได้​บ้าง
17 (การ​ที่​ข้าพ‍เจ้า​พูด​อย่าง​นั้น ข้าพ‍เจ้า​ไม่​ได้​พูด​ตาม​หลัก​ของ​องค์​พระ‌ผู้‌เป็น‌เจ้า แต่​พูด​อย่าง​คน​โง่‌เขลา​ที่​อวด​ด้วย​ความ​มั่นใจ​ตัว​เอง
18 เพราะ​ใน​เมื่อ​หลายๆ คน​อวด​ตาม​เนื้อ‌หนัง ข้าพ‍เจ้า​ก็​จะ​อวด​บ้าง)
19 เพราะ‌ว่า​การ​ที่​พวก​ท่าน​อด‌กลั้น​ต่อ​คน​โง่​เขลา​ทั้ง‌หลาย​ด้วย​ความ​ยินดี​นั้น คง​จะ​เป็น​เพราะ​ท่าน​ฉลาด​สิ (2 โครินธ์ 11:16-19 THSV2011)

เปาโลจึงเริ่มกล่าวอย่างคนเขลา เพราะเมื่อท่านกล่าวด้วยหลักเหตุผลแล้วคนไม่ฟัง ท่านจึงต้องอวด เพราะพวกเขาฉลาด

ท่านจะอวด แต่ไม่ได้อวดตามหลัก เพราะพวกเขาชอบฟังหลักการของคนโง่

1 ข้าพ‍เจ้า​จำเป็น​ต้อง​อวด แม้‌ว่า​จะ​ไม่​มี​ประ‍โยชน์ แต่​ข้าพ‍เจ้า​จะ​พูด​ต่อ‌ไป​ถึง​นิมิต​และ​การ​สำ‍แดง​ที่​มา​จาก​องค์​พระ‌ผู้‌เป็น‌เจ้า
2 ข้าพ‍เจ้า​รู้จัก​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​อยู่​ใน​พระ‌คริสต์ เมื่อ​สิบ‌สี่​ปี​ที่​แล้ว​เขา​ถูก‌รับ​ขึ้น​ไป​ยัง​สวรรค์​ชั้น​ที่​สาม (จะ​ไป​ทั้ง​ร่าง‌กาย​หรือ​ไป​โดย​ไม่​มี​ร่าง‌กาย​ข้าพ‍เจ้า​ไม่​รู้ พระ‌เจ้า​ทรง​รู้)
3 ข้าพ‍เจ้า​รู้​ว่า​ชาย​คน​นี้ (จะ​ไป​ทั้ง​ร่าง‌กาย​หรือ​ไม่​มี​ร่าง‌กาย​ข้าพ‍เจ้า​ไม่‌รู้ พระ‌เจ้า​ทรง​รู้)
4 ถูก​รับ​ขึ้น​ไป​ยัง​เมือง​บรม‌สุข‌เกษม และ​ได้​ยิน​ถ้อย‌คำ​ที่บอก​ไม่​ได้​ซึ่ง​ไม่​อนุ‍ญาต​ให้​มนุษย์​กล่าว​ถึง
5 สำ‍หรับ​ชาย​คน‌นั้น​ข้าพ‍เจ้า​อวด​ได้ แต่​สำ‍หรับ​ตัว​ข้าพ‍เจ้า​เอง ข้าพ‍เจ้า​จะ​ไม่‌อวด​เลย นอก‌จาก​จะ​อวด​เรื่อง​ความ​อ่อน‌แอ​ของ​ข้าพ‍เจ้า 6 เพราะ‌ว่า​ถ้า​ข้าพ‍เจ้า​อยาก​จะ​อวด​ข้าพ‍เจ้า​ก็​ไม่​ใช่​คน​โง่​เขลา เพราะ​ว่า​ข้าพ‍เจ้า​จะ​พูด​ความ‌จริง แต่​ข้าพ‍เจ้า​งด​ไว้ เพื่อ​จะ​ไม่​มี​ใคร​ประ‍เมิน​ข้าพ‍เจ้า​สูง‌กว่า​สิ่ง​ที่​เขา​ได้​เห็น​ใน​ตัว​ข้าพ‍เจ้า​หรือ​ฟัง​จาก​ข้าพ‍เจ้า (2 โครินธ์ 12:1-5 THSV2011)

ชายคนนี้ ตามบริบท น่าจะเป็นอาจารย์เปาโลเอง

คนยิวเชื่อว่าสวรรค์มี 3 ชั้น ได้แก่ ฟ้า จักรวาล และที่ประทับของพระเจ้าซึ่งเป็นสวรรค์จริง ๆ

ท่านบอกว่าเคยขึ้นไปยังที่ประทับของพระเจ้ามาแล้ว ท่านได้ยินเสียงพูดที่ไม่สามารถรู้เรื่องได้ และจะพูดก็ถูกห้ามไม่ให้พูด แม้ท่านจะอวดเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ท่านไม่อวด ท่านเลือกที่จะอวดในความอ่อนแอ

เปาโลเป็นสุดยอดผู้รับใช้พระเจ้า ท่านมีประสบการณ์มากมาย แต่มีบางอย่างที่ท่านไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น เมื่อมีประสบการณ์เหล่านั้นที่ท่านอธิบายไม่ได้ ท่านก็จะไม่พูดเลย เก็บเป็นความสุขเล็ก ๆ ส่วนตัว

ข้าพเจ้ารับใช้พระเจ้า 17-18 ปี มีประสบการณ์การอัศจรรย์มากมาย แต่คุณจะไม่ได้ยินเรื่องนี้จากปากของข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านี้มาจากพระเจ้า แต่จะไม่พูด เพราะข้าพเจ้าไม่สามารถอธิบายได้ว่าประสบการณ์เหล่านั้นมาจากพระเจ้าหรือเปล่า ถ้าหากข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้าก็จะสอนให้คุณเชื่อในความเชื่อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเก็บไว้ ข้าพเจ้าจะพูดแต่เรื่องความอ่อนแอของข้าพเจ้า ว่าข้าพเจ้าเคยเจออุปสรรค ความท้อใจ พระเจ้าก็ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า สิ่งเหล่านี้สิ จึงจะทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น

คุณมีประสบการณ์ได้ แต่ถ้าประสบการณ์นั้น ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า ให้คุณเก็บเอาไว้ เมื่อจะพูด ให้พูดตามหลักการขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ข้าพเจ้าจะสอนให้คุณยึดมั่นใจความจริง

 

ส่วน​ท่าน​จง​สอน​ให้​สอด‌คล้อง​กับ​คำ‌สอน​ที่​ถูกต้อง​ (ทิตัส 2:1 THSV2011)

นักเทศน์ ผู้สอน ต้องสอนให้ตรงกับหลักคำสอนที่มีหลักการ ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง

ที่ผ่านมาไม่เป็นไร ให้ตั้งต้นใหม่ ประสบการณ์แปลก ๆ ที่ไม่มีเหตุผลอธิบายได้ให้ระงับไว้ ให้พูดในเรื่องความอ่อนแอ

อย่า​เพิ่ม​อะไร​เข้า​กับ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์
เกรง​ว่า​จะ​ทรง​ตำ​หนิ​เจ้า​และ​ทรง​ตัด​สิน​ว่า​เจ้า​พูด​มุสา (สุภาษิต 30:6 THSV2011)

ถ้าจะบอกว่า คนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทุกคนจะต้องพูดภาษาแปลก ๆ ได้ ถ้าคำกล่าวนี้เป็นจริง เหตุไรจึงไม่มีบันทึกว่าพระเยซูพูดภาษาแปลก ๆ? ไม่มีบันทึกเรื่องการพูดภาษาแปลก ๆ ของเปโตรเช่นกัน

ถ้าจะอ้างว่าพระเยซู หรืออาจารย์เปาโลอาจพูดภาษาแปลก ๆ แต่ไม่ได้มีบันทึก ข้าพเจ้าก็สามารถที่จะแย้งได้ว่า ทั้งคู่อาจจะไม่ได้พูดภาษาแปลก ๆ ก็เป็นได้ ข้าพเจ้าจึงสรุปได้ว่า นี่ไม่ใช่คำสอนจากพระวจนะของพระเจ้า

พระเจ้าจะพิพากษาด้วยความเข้มงวด ขอที่พี่น้องจะระมัดระวัง เกรงว่าพี่น้องจะกลายเป็นคนมุสา

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง

เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

จาก http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

 

หมายเหตุ:

  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

Thursday, 28 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (10)

หลักการการสอนที่ถูกต้อง (1)

ข้าพเจ้าเทศนา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า แต่เพื่อให้ประโยชน์กับคุณ

เมื่อข้าพเจ้าจะเทศนา ข้าพเจ้าจะคำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้

  1. คริสตจักรต้องการอะไร?
  2. ผมให้อะไรกับคริสตจักรได้บ้าง?
  3. สิ่งที่ทำมีคุณค่าในแผ่นดินพระเจ้าหรือไม่?

ข้าพเจ้าต้องยืนหยัดในความจริง แม้คุณอาจจะเกลียดข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็รักคุณเสมอ

อาจารย์เปาโลเขียนจดหมายไปยังคริสตจักรโครินธ์ เพราะมีอาจารย์เทียมเท็จ กล่าวหาเปาโลว่าไม่ใช่คนของพระเจ้า คริสตจักรโครินธ์ก็ถามว่าทำไม พวกเขาก็บอกว่า คนของพระเจ้าต้องมีการอัศจรรย์ แต่อาจารย์เปาโลสอนแต่พระคัมภีร์ ไม่มีฤทธิ์เดช อาจารย์เปาโลจึงเขียน 2 โครินธ์ขึ้นมา

1 ข้าพ‍เจ้า​อยาก​ขอ​ให้​ท่าน​ทั้ง‌หลาย​อด‌กลั้น​ต่อ​ความ​โง่‌เขลา​เล็กๆ น้อยๆ ของ​ข้าพ‍เจ้า แต่​ที่​จริง​ท่าน​ก็​อด‌กลั้น​อยู่​แล้ว
2 เพราะ‌ว่า​ข้าพ‍เจ้า​หวง‌แหน​พวก​ท่าน​อย่าง​ที่​พระ‌เจ้า​ทรง​หวง‌แหน เพราะ‌ว่า​ข้าพ‍เจ้า​หมั้น​ท่าน​ไว้​กับ​สามี​คน​เดียว เพื่อ​ถวาย​พวก​ท่าน​ให้​เป็น​หญิง​พรหม‍จารี​บริ‍สุทธิ์​แด่​พระ‌คริสต์
3 แต่​ข้าพ‍เจ้า​กลัว‌ว่า งู​นั้น​ล่อ‌ลวง​นาง​เอ‍วา​ด้วย​อุบาย​ของ​มัน​อย่าง‌ไร ความคิด​ของ​ท่าน​ทั้ง‌หลาย​ก็​จะ​ถูก​ทำ​ให้​หลง​ไป​จาก​ความ​ซื่อ และ​ความ​บริ‍สุทธิ์​ต่อ​พระ‌คริสต์​อย่าง‌นั้น
4 เพราะ‌ว่า​ถ้า​ใคร​มา​เทศ‍นา​ถึง​พระ‌เยซู​อีก​องค์‌หนึ่ง ซึ่ง​ไม่‌ใช่​องค์​ที่​เรา​เคย​เทศ‍นา​นั้น หรือ​ถ้า​พวก​ท่าน​รับ​พระ‌วิญ‍ญาณ ซึ่ง​แตก‌ต่าง​จาก​ที่​ท่าน​เคย​รับ​นั้น หรือ​รับ​ข่าว​ประ‍เสริฐ​ซึ่ง​แตก‌ต่าง​กับ​ที่​พวก​ท่าน​เคย​รับ​ไว้​แล้ว ท่าน​ทั้ง‌หลาย​ก็​ช่าง​อด‌กลั้น​ดี​จริงๆ (2 โครินธ์ 11:1-4 THSV2011)

อาจารย์เปาโลพูดด้วยความเจ็บปวด ขอให้พวกเขาทนฟังอีกหน่อย ท่านพูดเป็นนัยว่า "จริง ๆ ผมไม่ต้องพูดก็ได้ แต่ผมได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ และพระคุณอันยิ่งใหญ่ ก็มาพร้อมกับหน้าที่อันใหญ่ยิ่ง ผมต้องสอน เพราะคุณเป็นคนของพระเจ้า"

ผู้รับใช้ของพระเจ้าต้องเตือนสติคนของพระเจ้าให้อยู่ในหลักของความจริง เพราะไม่อยากให้พวกเขาถูกล่อลวง

เวลาที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ พระเจ้าสร้างชายและหญิง และธรรมชาติ ชายจะต้องเชื่อฟังพระเจ้า หญิงจะต้องเชื่อฟังสามี ธรรมชาติต้องเชื่อฟังมนุษย์

แต่ปฐมกาล 3 ทุกสิ่งกลับตาลปัตร งูพูด หญิงฟัง และหญิงพูด ชายก็ฟัง ความบาปก็เกิดขึ้น

เปาโลกำลังเตือนว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เพราะคริสตจักรเชื่อผี

ถ้าคำสอนเทียมเท็จ มาในรูปน่ากลัวนั้น ไม่น่ากลัวเลย เพราะใครก็รู้ว่าเป็นของปลอม แต่ของปลอมน่ากลัวเพราะเหมือนของจริง

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง

เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

จาก http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

 

หมายเหตุ:

  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

Wednesday, 27 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (9)

คำสอนจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับคำสอนเทียมเท็จ (3)

1 ข้าพ‍เจ้า​ขอ​เตือน​ท่าน​อย่าง​จริง‌จัง​เฉพาะ​พระ‌พักตร์​พระ‌เจ้า​และ​พระ‌เยซู‌คริสต์​ผู้​จะ​ทรง​พิ‍พาก‍ษา​คน​เป็น​และ​คน​ตาย และ​ขอ​เตือน​โดย​อ้าง​ถึง​การ​มา​ปรา‍กฏ​ของ​พระ‌องค์​และ​ราช‍อา‍ณา‌จักร​ของ​พระ‌องค์​ว่า
2 จง​ประ‍กาศ​พระ‌วจนะ จง​ทำ​อย่าง​ขะมัก‌เขม้น​ทั้ง​ใน​ขณะ​ที่​คน​สน‌ใจ​และ​ไม่​สน‌ใจ จง​ชัก‌ชวน ตัก​เตือน และ​หนุน​ใจ ด้วย​ความ​อดทน​และ​ด้วย​การ​สั่ง‌สอน​อย่าง​เต็ม​ที่
3 เพราะ​จะ​ถึง​เวลา​ที่​คน​จะ​ทน​ต่อ​คำ‌สอน​ที่​ถูกต้อง​ไม่​ได้ แต่​พวก​เขา​จะ​รวบ‌รวม​บรรดา​อาจารย์​ไว้​สำ‍หรับ​ตน ตาม​ความ​อยาก​ของ​ตัว​เอง​เพื่อ​สนอง​หู​ที่​คัน
4 พวก​เขา​จะ​เลิก​ฟัง​ความ​จริง​และ​หัน​ไป​ฟัง​นิยาย​ต่างๆ
5 แต่​ท่าน​จง​หนัก‌แน่น​มั่น‌คง​ทุก​เรื่อง จง​อด‌ทน​ต่อ​ความ​ทุกข์‌ยาก จง​ทำ​หน้า‌ที่​ของ​ผู้​ประ‍กาศ​ข่าว​ประ‍เสริฐ และ​จง​ทำ​พันธ‌กิจ​ของ​ท่าน​ให้​ครบ​บริบูรณ์ (2 ทิโมธี 4:1-5 THSV2011)

และอาจารย์เปาโลหนุนใจทิโมธีต่อ ว่าเมื่อจะสอนผู้อื่น ให้ใช้เหตุผล เพื่อเตือนสติ เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนคำสอนที่มีหลักไม่ได้ เขาไม่สามารถฟังข้อมูลภายในและเหตุผลสนับสนุนได้ แต่เขาต้องการให้คนสอนสิ่งที่เขาอยากฟัง เขาจะเลิกฟังความจริง เลิกฟังพระคัมภีร์ หันไปฟังนิยาย

เราอาจจะคิดว่า เขาเป็นผู้รับใช้พระเจ้า จะเชื่อผิดได้อย่างไร แต่แท้จริงแล้ว เปาโล ศิษย์กามาลิเอล แม้จะฉลาดเพียงไร ก็ยังเคยเชื่อมีความเชื่อที่ผิด

 

12 ข้าพ‍เจ้า​ขอบ‌พระ‌คุณ​พระ‌เยซู‌คริสต์​องค์​พระ‌ผู้‌เป็น‌เจ้า​ของ​เรา ผู้​ทรง​เสริม​กำ‍ลัง​ข้าพ‍เจ้า เพราะ​พระ‌องค์​ทรง​เห็น​ว่า​ข้าพ‍เจ้า​ไว้​ใจ​ได้ จึง​ทรง​แต่ง‌ตั้ง​ข้าพ‍เจ้า​ให้​ทำ​พันธ‍กิจ​ของ​พระ‌องค์
13 แม้​ว่า​เมื่อ​ก่อน​ข้าพ‍เจ้า​จะ​เป็น​คน​หมิ่น​พระ‌เกียรติ ข่ม‌เหง และ​ทำ​การ​รุน‌แรง แต่​ข้าพ‍เจ้า​ก็​ยัง​ได้​รับ​พระ‌เมต‍ตา เพราะ​ข้าพ‍เจ้า​ทำ​ไป​ด้วย​ความ​โฉด​เขลา​เพราะ​ความ​ไม่​เชื่อ
14 แต่​พระ​คุณ​ของ​องค์​พระ‌ผู้‌เป็น‌เจ้า​ของ​เรา​นั้น​มี​เหลือ​ล้น​สำ‍หรับ​ข้าพ‍เจ้า รวม​ทั้ง​ความ‌เชื่อ​และ​ความ‌รัก​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​พระ‌เยซู‌คริสต์
15 คำ​กล่าว​นี้​สัตย์‌จริง​และ​สม‌ควร​แก่​การ​รับ​ไว้​อย่าง​ยิ่ง คือ​ว่า​พระ‌เยซู‌คริสต์​เสด็จ​มา​ใน​โลก เพื่อ​ทรง​ช่วย​คน​บาป​ให้​รอด และ​ใน​พวก​คน​บาป​นั้น​ข้าพ‍เจ้า​เป็น​ตัว​เอ้ (1 ทิโมธี 1:12-15 THSV2011)

เปาโลถ่อมใจมาก แต่ก่อนท่านเชื่อว่าศาสนายิวถูกต้อง ท่านได้ทุ่มเท จนได้ข่มเหงคริสตจักร แต่สุดท้ายเมื่อท่านรู้ว่าท่านเชื่อผิดแล้ว ท่านก็ได้กลับตัวกลับใจ เพื่อทุ่มเทในสิ่งที่ถูก

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง

เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

จาก http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

 

หมายเหตุ:

  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

Tuesday, 26 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (8)

คำสอนจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับคำสอนเทียมเท็จ (2)

8 จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ใคร​ทำ​ให้​พวก​ท่าน​ตก​เป็น​ทาส​ด้วย​หลัก​ปรัช‍ญา และ​คำ​หลอก‌ลวง​ที่​เหลว‌ไหล​ตาม​ตำ‍นาน​ของ​มนุษย์ ตาม​พวก​ภูต‌ผี​ที่​ครอบ‌งำ​ของ​จักร‍วาล ไม่‌ใช่​ตาม​พระ‌คริสต์
9 เพราะ‌ว่า​ความ​เป็น​พระ‌เจ้า​ที่​ครบ​บริ‍บูรณ์​ทั้ง‌สิ้น​ดำ‍รง​อยู่​ใน​พระ‌กาย​ของ​พระ‌องค์ (โคโลสี 2:8-9 THSV2011)

ขอที่พวกเราจะระมัดระวังหลักคำสอนที่มีหลักปรัชญาของโลกแทรกแซง อาจารย์เปาโลต่อสู้อย่างมาก เพราะเวลานั้นมีการนำหลักปรัชญามนุษย์เข้ามาในคริสตจักร ในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน มีการบำบัดภายในบางแห่งใช้หลักปรัชญาของโลก จะบอกว่าเรามีปัญหาเพราะมีรากขมขื่นภายใน นี่เป็นหลักปรัชญามนุษย์ ขอที่เราจะระวังดี ๆ ในยุคสุดท้ายนี้

ขณะ​ที่​ข้าพ‍เจ้า​ไป​ยัง​แคว้น​มา‍ซิ‍โด‍เนีย​นั้น ข้าพ‍เจ้า​ขอร้อง​ให้​ท่าน​อยู่​ที่​เมือง​เอ‍เฟ‍ซัส​ต่อ​ไป เพื่อ​จะ​ได้​กำ‍ชับ​บาง‌คน​ไม่​ให้​สอน​ผิด​แปลก​ไป (1 ทิโมธี 1:3 THSV2011)

การสอนแปลก ๆ ในคริสตจักร สมัยนั้นมี สมัยนี้ก็มีเช่นกัน ดังนั้นพี่น้องต้องระมัดระวังให้ดี

12 แท้​จริง​ทุก​คน​ที่​ตั้ง​ใจ​จะ​ดำ‍เนิน​ชีวิต​ตาม​ทาง​พระ‌เจ้า​ใน​พระ‌เยซู‌คริสต์​จะ​ถูก​ข่มเหง
13 ใน​ขณะ​ที่​คน​ชั่ว​และ​คน​เจ้า‌เล่ห์​จะ​เลว​ลง​กว่า​เก่า อีก​ทั้ง​ยัง​ล่อลวง​คน​อื่น​และ​ถูก​คน​อื่น​ล่อลวง​ด้วย
14 แต่​ท่าน​จง​ดำ‍เนิน​ต่อ​ไป​ใน​สิ่ง​ที่​ได้​เรียนรู้​แล้ว​และ​เชื่อ​อย่าง​มั่นคง และ​ท่าน​ก็​รู้​ว่า​ท่าน​เรียน​มา​จาก​ใคร
15 และ​ตั้ง‌แต่​เด็ก​มา​แล้ว ท่าน​ก็​ได้​เรียน​รู้​พระ​คัม‍ภีร์​อัน​ศักดิ์‌สิทธิ์ ซึ่ง​สา‍มารถ​ให้​ปัญ‍ญา​แก่​ท่าน​ใน​เรื่อง​ความ​รอด​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ‌เยซู‌คริสต์
16 พระ​คัม‍ภีร์​ทุก​ตอน​ได้​รับ​การ​ดลใจ​จาก​พระ‌เจ้า และ​เป็น​ประ‍โยชน์​ใน​การ​สอน การ​ตัก‌เตือน​ว่า‌กล่าว การ​แก้ไข​สิ่ง​ผิด และ​การ​อบ‌รม​ใน​ความ​ชอบ‌ธรรม
17 เพื่อ​คน​ของ​พระ‌เจ้า​จะ​มี​ความ​สา‍มารถ​และ​พรัก‌พร้อม​เพื่อ​การ​ดี​ทุก​อย่าง (2 ทิโมธี 3:12-17 THSV2011)

ยุคสุดท้าย คริสเตียนจะถูกข่มเหง แต่ก็จะมีคนชั่วที่ถูกล่อลวง และเที่ยวล่อลวงคนอื่นด้วย

ถ้าเราไม่ตรวจสอบดี ๆ ว่าอะไรคือความจริง รับทันที และสอนคนอื่นต่อ เราก็กำลังโดน 2 เด้ง เพราะโดนล่อลวง และล่อลวงคนอื่นด้วย ดังนั้นเราจะต้องถามเสมอว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราได้ยินนั้นคือความจริง

2 ทิโมธี เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายก่อนที่เปาโลจะตาย ก่อนตาย ท่านบอกทิโมธี ให้ยึดมั่นในพระคำของพระเจ้า ซึ่งเป็นความจริง ได้รับการดลใจจากพระเจ้า เพื่อคนของพระเจ้าจะพร้อมทำดีทุกอย่าง

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง

เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

จาก http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

 

หมายเหตุ:

  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

Monday, 25 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (7)

คำสอนจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับคำสอนเทียมเท็จ (1)

สิ่งที่ข้าพเจ้าจะพูดต่อไปนี้ ก็เพื่อป้องกันเราจากคำสอนเทียมเท็จ

ข้าพเจ้าต่อต้านรหัสลับดาวินชีหรือไม่? ข้าพเจ้าไม่สนใจเลย นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะคนไม่เชื่อพระเจ้าก็ยังรู้ว่าเป็นนิยาย

แต่สิ่งที่คุณจะได้ยินต่อไปนี้ หนักกว่านี้เยอะมาก

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะอธิบาย ข้าพเจ้าอยากให้เรารู้ถึงคำสอนจากพระคัมภีร์ที่ต่อสู้กับคำสอนเทียมเท็จ

ขอ​ทรง​แยก​พวก​เขา​ให้​บริ‍สุทธิ์​ด้วย​ความ​จริง พระ‌วจนะ​ของ​พระ‌องค์​เป็น​ความ​จริง (ยอห์น 17:17 THSV2011)

พระคำของพระเจ้าเป็นความจริง นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่ความจริง

เพราะ‌ว่า​เรา​ไม่​ได้​คล้อย​ตาม​นิยาย​ที่​แต่ง​ขึ้น​อย่าง​ชาญ‌ฉลาด เมื่อ​เรา​ได้​ประ‍กาศ​ให้​พวก​ท่าน​ทราบ​ถึง​ฤทธา‍นุภาพ และ​การ​เสด็จ​กลับ​มา​ของ​พระ‌เยซู‌คริสต์​องค์​พระ‌ผู้‌เป็น‌เจ้า​ของ​เรา​ทั้ง‌หลาย แต่​เรา​เป็น​สักขี​พยาน​ถึง​ความ​ยิ่ง‌ใหญ่​ของ​พระ‌องค์ (2เปโตร 1:16 THSV2011)

อาจารย์เปโตร แม้ไม่มีการศึกษา ก็ยังอยู่ในหลักการนี้ ท่านไม่ได้เชื่อตามนิยาย

ความเชื่อคริสเตียน เป็นความเชื่อที่มีข้อมูลภายใน และเหตุผลภายนอกสนับสนุน

อาจารย์เปาโลได้ต่อต้านคำสอนผิดเพี้ยนมากมาย

4 เพราะ​ว่า​อา‍วุธ​ของ​เรา​ที่​ใช้​สู้รบ​ไม่​ใช่​แบบ​มนุษย์ แต่​เป็น​ฤทธา‍นุภาพ​จาก​พระ‌เจ้า​ที่​จะ​ทำ‍ลาย​ป้อม​ปรา‍การ​ได้ คือ​ทำ‍ลาย​เหตุ‌ผล​ปลอม​ทั้ง‌หลาย
5 และ​ความ​เย่อ‌หยิ่ง​ทุก​รูป​แบบ​ที่​ตั้ง‌ตัว​ขึ้น​ขัด‌ขวาง​ความ​รู้​ของ​พระ‌เจ้า และ​จะ​ยึด​กุม​ความ​คิด​ทุก​ประ‍การ​ให้​มา​เชื่อ​ฟัง​พระ‌คริสต์ (2 โครินธ์ 10:4-5 THSV2011)

ศาสตราวุธไม่ใช่ฝ่ายโลก เราใช้ศาสตราวุธของพระเจ้า ใช้ความจริงของพระเจ้า ทำลายความคิดที่เป็นเหตุผลจอมปลอม พระคัมภีร์สามารถสยบความผยองได้ ท่านใช้หลักความจริงของพระเจ้าในการต่อสู้ความคิดเหล่านี้ได้

เมื่อคนคนหนึ่งต่อสู้ความจริงของคริสเตียนไม่ได้ ก็จะมีการตอบสนอง 2 ทาง คือ เชื่อ หรือข่มเหงคริสเตียน

ลูอิส เริ่มศึกษาพระคัมภีร์ เพื่อจับผิด แต่เมื่อท่านศึกษา ท่านก็ได้กลับใจเชื่อ

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง

เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

จาก http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

 

หมายเหตุ:

  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

Friday, 22 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (6)

หลักความเชื่อที่ถูกต้อง

ขอ​ทรง​แยก​พวก​เขา​ให้​บริ​สุทธิ์​ด้วย​ความ​จริง พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​ความ​จริง (ยอห์น 17:17 THSV2011)

ถ้าคุณจะเชื่อ ต้องเชื่อในความจริง

พระเจ้าให้สติปัญญากับพวกนักปรัชญากรีกในด้านการตรวจสอบความจริง สิ่งที่พวกเขาคิด สอดคล้องกับหลักการพระคัมภีร์

แม้แต่พระเยซู ก็ใช้หลักเช่นเดียวกัน ถ้าหากไม่ใช่ตามหลักการนี้ อย่าเชื่อ อย่าสอน อย่าพูด เก็บเป็นความสุขส่วนตัว แต่ถ้าตามหลักการนี้ เชื่อ สอน พูดได้อย่างเต็มปาก

มนุษย์เราควรแสวงหาความจริง วิธีแสวงหาความจริง คือ เมื่อได้รับข้อมูล หรือมีคนบอกข้อมูลให้กับคุณ อย่าเพิ่งบอกว่าเชื่อ หรือไม่เชื่อ หรือไม่รู้ หรือไม่สนใจ เพราะเชื่อเลยก็โง่ ไม่เชื่อก็โง่ ไม่รู้ก็โง่เพราะไม่พัฒนาสมอง ถ้าไม่สนใจก็ยิ่งแย่ สมองมนุษย์ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อแสวงหาความจริง

แต่เมื่อรับรู้ข้อมูล จะต้องถามกลับว่า "ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริง?" ซึ่งต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอก

ข้อมูลภายใน คือเจ้าตัวบอกเอง แต่ข้อมูลภายในเชื่อถือยังไม่ได้ จะต้องมีเหตุผลภายนอกเข้ามาสนับสนุน

เช่น ถ้าบอกว่าคนหนึ่ง จบ ป. 6 จากโรงเรียนแห่งหนึ่ง จะเชื่อได้อย่างไร? ก็อาจจะถามพ่อแม่ หรือเพื่อน

เวลาอาจารย์สอนเกี่ยวกับการอัศจรรย์ ถ้าหากนักเรียนถามว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความจริง?" ถ้าหากครูโกรธ ก็จะเป็นการสอนให้นักเรียนโง่ แต่หลักความจริงในพระคัมภีร์สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น นี่แหละคือหลักความจริง ถ้าหากจะเชื่อต้องเชื่อในความจริง ต้องมีข้อมูลภายใน และเหตุผลภายนอกสนับสนุน

พระเยซูคริสต์ก็ใช้หลักการนี้เช่นเดียวกัน

31 ถ้า​เรา​เป็น​พยาน​ให้​แก่​ตัว​เรา​เอง คำ​พยาน​ของ​เรา​ก็​ไม่​จริง
32 มี​อีก​ผู้​หนึ่ง​ที่​เป็น​พยาน​ให้​แก่​เรา และ​เรา​รู้​ว่า​คำ​พยาน​ที่​พระ​องค์​ทรง​ให้​แก่​เรา​นั้น​เป็น​ความ​จริง
33 พวก​ท่าน​ใช้​คน​ไป​หา​ยอห์น และ​ยอห์น​ก็​เป็น​พยาน​ถึง​ความ​จริง
34 เรา​ไม่​ต้อง​รับ​คำ​พยาน​จาก​มนุษย์ การ​ที่​เรา​กล่าว​สิ่ง​เหล่า​นี้​ก็​เพื่อ​ให้​พวก​ท่าน​รอด (ยอห์น 5:31-34 THSV2011)

พระองค์ไม่ได้สอนให้คริสเตียนโง่ พระองค์มอบเหตุผลภายในและภายนอกสนับสนุน

แต่น่าเศร้า คำสอนเทียมเท็จเข้ามามากมาย เมื่อใครมีประสบการณ์อะไรพิเศษ เช่น พระเจ้าตรัสอะไรกับเขาเป็นพิเศษ หรือพระเจ้าสำแดงให้เขาเห็นประสบการณ์พิเศษ หรือพระเจ้าพาไปยังสวรรค์ เมื่อคนได้ฟังก็เชื่อทันที ไม่มีการพิสูจน์ ไม่อยู่บนหลักการเช่นนี้

พระเยซูเป็นพระเจ้า เราจะเชื่อได้ก็จะต้องมีเหตุผลในการอธิบาย ถ้าไม่มีเหตุผลก็เป็นความเชื่อแบบโง่เขลา

ถ้าเราจะเชื่อ ต้องเชื่อในหลักความจริง มีข้อมูลภายใน และมีเหตุผลภายนอก ดังนี้แหละ คริสเตียนจะไม่เพี้ยน และเมื่อเราเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เราทำจะไม่สูญเปล่าเลย

ความจริง คือเหตุผลที่สมเหตุผลที่สอดคลองกับขีดความสามารถในการเข้าใจความจริงของมนุษย์ทั่วโลก ไม่ใช่ความเชื่อส่วนบุคคล ความจริงมีความเป็นสากล สยบความคิดของมนุษย์ได้ทั่วโลก เช่น 2+2 = 4 คนทั่วโลก ย่อมตอบเช่นเดียวกัน

ถ้าเราจะเชื่อในศาสนาใด ศาสนานั้นจะต้องเป็นความจริง เหตุผลภายนอกที่สนับสนุนจะต้องสมเหตุสมผล เถียงไม่ได้เลย ถ้าเถียงได้ก็ไม่ใช่ความจริง แต่ต้องดูคนเถียงด้วย ว่าเถียงเพื่อเอาชนะ หรือเถียงแบบมีเหตุผล

นักปรัชญากรีกแบ่งศาสนาเป็น 3 ระดับ ต่ำ กลาง สูง

  • ศาสนาระดับต่ำ ไม่น่าจะเรียกว่าศาสนา เพราะมีแต่ข้อมูลภายใน แต่ไม่มีเหตุผลภายนอก นี่ควรจะเรียกว่าเป็นลัทธิความเชื่อ ไม่มีหลักศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความเชื่อแบบงมงาย เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อของคริสเตียนเป็นเช่นนี้หรือไม่? ไม่ใช่เลย
  • ศาสนาระดับกลาง มีหลักศีลธรรม มีหลักข้อเชื่อ ดังเช่นที่หลายคนมักจะบอกว่า "ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี" เพราะทุกศาสนาก็มีหลักปฏิบัติ มีศีลธรรมพื้นฐานสอดคล้องกัน ศาสนาเหล่านี้มีเหตุผล แต่ไม่สมเหตุสมผล
  • ศาสนาระดับสูง ถ้าเรายึดมั่นว่าสิ่งที่เราเชื่อเป็นความจริง เราต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลสนับสนุน

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง

เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

จาก http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

 

หมายเหตุ:

  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

Thursday, 7 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (5)

ความรู้ ความคิด ความเชื่อ

1. I know รู้ได้

วันที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาจากท้องแม่ เราแตกต่างจากสัตว์ เพราะว่าเวลาสัตว์คลอดออกมา ทันทีที่คลอด มันจะมีความรู้เรียบร้อย ซึ่งอยู่ในสัญชาตญาณที่พระเจ้าสร้างให้ มันเกิดมาพร้อมองค์ความรู้ แต่ความรู้อยู่แค่ในสัญชาตญาณ มันรู้แต่ไม่รู้ว่าตัวเองรู้ ตัวอย่างเช่น
  • แมงมุม ก่อนที่จะชักใย มันไม่เคยเรียนวิชาการสร้างใย แต่แม้ไม่มีใครสอน มันก็สามารถชักใยได้
  • หมีบางพันธุ์ในแอฟริกา เมื่อลูกคลอดออกมา จะไต่ขึ้นมาดูดนมแม่ของมัน ข้าพเจ้าคิดสงสัยว่ามันรู้ได้อย่างไรว่าจะดูดนมแม่ที่ไหนได้
  • รังนกกระจาบทุกพันธุ์ในโลก สร้างรังเหมือนกันหมด มันรู้ได้อย่างไรว่าต้องสร้างรังเช่นนี้ ก่อนเกิดพ่อแม่ส่งมันไปเรียนที่ไหนหรือไม่ ไม่มีเลย
สัตว์ทั้งหลายมีองค์ความรู้ที่พระเจ้าใส่ไว้ แต่มนุษย์เราไม่ใช่ เราไม่รู้อะไรเลยเมื่อคลอดจากท้องแม่ ถ้าแม่ไม่เลี้ยงดู ลูกตายแน่นอน
มนุษย์เราอ่อนแอมาก ๆ ดูเหมือนไม่รู้อะไรเลย แต่ในความไม่รู้ เมื่อเริ่มโตขึ้นก็เริ่มรู้มากขึ้น และเมื่อรู้มากขึ้นก็สามารถนำความรู้มาจัดระบบระเบียบ และถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ ซึ่งสัตว์ไม่สามารถทำได้ เพราะคงจะไม่มีสัตว์ชนิดไหนจัดสัมมนาได้
I know เป็นขอบเขตของนักวิทยาศาสตร์ แต่นี้เป็นความรู้ที่ต่ำที่สุดของมนุษย์ เพราะสิ่งนี้ทำให้เรารู้ในสิ่งนอกตัว เป็นความรู้แบบเด็กเล็ก ๆ ที่มักจะถามว่านี่อะไร นี่อะไร สนใจสิ่งที่อยู่ภายนอก

2. I think คิดเป็น

นี่สูงกว่า i know เพราะนี่จะนำไปสู่คำถามที่ว่า "ฉันคือใคร?"

3. I believe เชื่อได้

ทำไมโรงเรียนคริสเตียนต้องมีแผนกศาสนกิจ? ถ้าโรงเรียนคริสเตียนเน้นแต่เรื่อง I know เพราะเกี่ยวกับการทำมาหากิน ให้นักเรียนทำมาหากินได้ ก็คงจะไม่ถูกต้อง เพราะนี่เป็นความรู้ที่ต่ำที่สุด แต่ศาสนกิจนำไปสู่ I believe ซึ่งสูงที่สุด นี่จึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนคริสเตียนควรที่จะเน้นความสำคัญ แต่น่าเศร้าที่โรงเรียนคริสเตียนหลายแห่งให้ความสำคัญของศาสนกิจน้อยที่สุด

I know เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด

ตอนเราเห็นกีตาร์ใหม่ ๆ คงจะรู้สึกว่าเล่นได้หรือไม่ แต่เมื่อเล่นเป็นแล้ว ก็จะรู้สึกว่าไม่ยาก
เช่นเดียวกับการขับรถ หรือแม้แต่การผ่าตัด เพราะแม้แต่คนที่ไม่ได้เรียนหมอ แต่เมื่อช่วยหมอทำการผ่าตัดบ่อย ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

I think ทำให้มนุษย์สูงกว่าสัตว์

ความคิดทำให้มนุษย์สูงกว่า เพราะไม่เพียงแต่รู้วิธีทำมาหากิน แต่ต้องรู้ว่าเรามีชีวิตอย่างไร จะดำเนินชีวิตอย่างไร
หลายครอบครัว มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ แม้จะมีเงินมากมาย
เงิน 10 ล้านแต่ครอบครัวแตกแยก กับ 10 บาทแต่มีความรักกันในครอบครัวจะเลือกสิ่งใด? แน่นอน มนุษย์ย่อมเลือกที่จะมีครอบครัวที่มีความสุข ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แม้จะไม่มีเงิน

I believe สำคัญที่สุด

คนไหนที่ยังไม่แต่งงาน ชายในอุดมคติ คือ หล่อ รวย และเชื่อใจได้ ถ้าชายคนนี้มีคุณสมบัติทั้งสามอย่าง ก็สมบูรณ์แบบ
แล้วถ้าหากจะต้องเหลือแค่ 2 ข้อ จะตัดข้อไหนออก? ถ้าคนปกติทั่วไปคงจะตอบว่า ตัดหล่อออกไปได้ เพราะหล่อกินไม่ได้ รวยไว้ก่อนสำคัญกว่า ซึ่งถ้าถามพ่อแม่ ก็คงจะบอกเช่นกัน แม้จะขี้เหร่ แต่รวยไว้ก่อนก็ดีกว่า
แล้วถ้าเลือกรวยกับเชื่อใจได้ จะตัดสิ่งใดทิ้ง? ถ้าไม่ใช่คนหน้าเงิน ก็จะติดเงินทิ้ง เลือกความเชื่อใจได้ไว้
ทำไมจึงบอกว่าเชื่อใจได้สำคัญที่สุด?
นักปรัชญาบอกว่า ความเชื่อสำคัญสุด ชายที่เชื่อใจได้สำคัญต่อชีวิตหญิงมากที่สุด เพราะถ้าหากเขาเชื่อใจไม่ได้ เป็นคนหลอกแต่งงาน จะมีผลกระทบต่อชีวิตของหญิงตลอดชีวิต
ความเชื่อเกี่ยวข้องกับชีวิตของคุณทั้งโลกนี้และโลกหน้า ถ้าเชื่อผิด ทุกสิ่งที่ทำก็ไร้ค่า ถ้าเชื่อถูก ทุกสิ่งที่ทำก็มีค่า

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์
สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง
เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

หมายเหตุ:
  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html

Wednesday, 6 June 2012

พื้นฐานของความจริง ตอนที่ 1 (4)

สิ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์

1. วิธีการมีเพศสัมพันธ์ของมนุษย์แตกต่างจากสัตว์

สัตว์มีเพศสัมพันธ์ มนุษย์ก็มีเช่นกัน แต่มนุษย์และสัตว์มีเพศสัมพันธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
23 ชาย​นั้น​จึง​ว่า
"นี่​แหละ กระ​ดูก​จาก​กระ​ดูก​ของ​เรา เนื้อ​จาก​เนื้อ​ของ​เรา
จะ​เรียก​คน​นี้​ว่า​หญิง เพราะ​คน​นี้​ออก​มา​จาก​ชาย"
24 เพราะ​เหตุ​นั้น​ผู้​ชาย​จะ​ละ​จาก​บิดา​มารดา​ของ​เขา​ไป​ผูก​พัน​อยู่​กับ​ภรรยา และ​เขา​ทั้ง​สอง​จะ​เป็น​เนื้อ​เดียว​กัน 25 ผู้​ชาย​และ​ภรรยา​ของ​เขา​เปลือย​กาย​อยู่​ทั้ง​สอง​คน​และ​ไม่​อาย​กัน (ปฐมกาล 2:24-25 THSV2011)
พระเจ้าสร้างมนุษย์แตกต่างจากสัตว์อย่างสิ้นเชิง พระองค์ประทานกฎเกณฑ์นี้ให้กับมนุษย์เท่านั้น วิธีการมีเพศสัมพันธ์จึงต่างกัน
เพศสัมพันธ์ของมนุษย์เริ่มจากการที่ชายละจากพ่อแม่ ดังนั้นชายต้องเป็น subjective เป็นผู้จีบก่อน คือ ชายยืนหยู่ หญิงเดินมา แล้วเริ่มตกหลุมรัก นี่เป็นสิ่งที่น่ารัก และก่อนมีเพศสัมพันธ์ จะต้องไปอำลาพ่อแม่
ข้าพเจ้าให้โอวาทงานแต่งงานหลายที่ พ่อแม่เจ้าสาวมักจะแสดงความเศร้าโศกเวลาพาลูกสาวเดินเข้าเรือนหอ แม้พวกเขาจะรู้ว่าพวกเขาเข้าไปทำอะไร แต่ไม่มีใครโกรธ เพราะพวกเขาทำอย่างถูกต้อง เพราะก่อนมีเพศสัมพันธ์มีการลาพ่อลาแม่ แต่ที่มีปัญหาทุกวันนี้ก็เพราะไม่มีการลาพ่อลาแม่เลย และเพศสัมพันธ์ก็นำมาซึ่งความอับอาย ดังนั้น พวกเราที่เป็นคริสเตียนจะต้องสำแดงให้โลกรู้ว่าคนควรจะเป็นเช่นไร

2. มนุษย์ต้องการความรัก

ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่มีปัญหาครอบครัวนอกจากมนุษย์ ไม่มีสุนัขที่ร่ำไห้เพราะไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ แต่มนุษย์มีปัญหาเหล่านี้มากมาย
และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ฆ่าตัวตายเลย นอกจากมนุษย์ ไม่มีสุนัขโดดให้รถไฟเหยียบ เพราะอกหัก และห้ามไม่ให้ใครยุ่ง พร้อมกล่าวว่า "เรื่องของหมา คนไม่เกี่ยว" แต่หลายครั้งเมื่อมนุษย์สิ้นหวังในชีวิต ต้องการหลุดจากปัญหา ก็เลือกวิธีฆ่าตัวตาย
ดังนั้น ขอที่พี่น้องอย่านิ่งเฉย คนเหล่านี้ต้องการความหวัง รอคอยที่เราจะไปประกาศข่าวประเสริฐ เพราะลึก ๆ คงไม่มีใครอยากตาย แต่พวกเขาไม่มีทางออก พวกเรารู้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นทางออกให้กับพวกเขา ถ้าเราไม่ประกาศ พวกเขาจะมีทางออกได้อย่างไร

3. มนุษย์สามารถฆ่าคนได้ด้วยคำพูด

สุนัขเวลาทำร้ายเพื่อน ไม่สามารถทำร้ายด้วยคำพูด ทำเสียงขู่ แล้วทำให้อีกตัวฆ่าตัวตายได้ แต่มนุษย์ทำได้ คำพูดบางคำทำลายคนได้ชีวิต แต่คำพูดบางอย่างเสริมสร้างคนได้ทั้งชีวิตเช่นกัน
พระเยซูจึงตรัสว่า มนุษย์ต้องรับผิดชอบคำพูดทุกวัน
35 คน​ดี​ก็​เอา​ของ​ดี​มา​จาก​คลัง​แห่ง​ความ​ดี​ใน​ตัว​ของ​เขา คน​ชั่ว​ก็​เอา​ของ​ชั่ว​มา​จาก​คลัง​แห่ง​ความ​ชั่ว​ใน​ตัว​ของ​เขา
36 ส่วน​เรา​บอก​พวก​ท่าน​ว่า คำ​ที่​ไม่​เป็น​สาระ​ทุก​คำ​ซึ่ง​มนุษย์​พูด​นั้น มนุษย์​จะ​ต้อง​รับ​ผิด​ชอบ​ถ้อย​คำ​เหล่า​นั้น​ใน​วัน​พิพาก​ษา
37 เพราะ​ว่า​พวก​ท่าน​จะ​พ้น​ผิด​หรือ​ถูก​ตัดสิน​ลงโทษ ก็​เพราะ​คำ​พูด​ของ​ท่าน (มัทธิว 12:35-37 THSV2011)

4. มนุษย์มีจิตวิญญาณ

สัตว์มีสัญชาตญาณ มนุษย์ก็มีเช่นกัน
สัญชาตญาณคืออะไร? คือการตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ามาในชีวิตทันที โดยไม่มีการปิดบัง
ดังเช่นเมื่อข้าพเจ้าจะเอาปากกาวาดหนวดคนคนหนึ่ง เขาก็จะหลบทันที ดังนั้นคนคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ แต่มนุษย์เรามีบางอย่างที่เหนือกว่าสัญชาตญาณ
ถ้าเราถือไม้ท่อนหนึ่งเข้าหาสุนัข สุนัขก็จะมี 3 สัญชาตญาณ
  1. บางพันธุ์ จะวิ่งหนีทันที โดยเฉพาะสุนัขไทย
  2. บางพันธ์ ไม่หนี ถอยหลัง และแยกเขี้ยวใส่ ต่อสู้ พบได้ในพันธุ์ฝรั่ง
  3. บางพันธุ์ กระดิกหางเข้าหา พบได้บ่อยในพันธุ์พุดเดิ้ล
นี่คือสุนัข มันทำตามสัญชาตญาณของมัน แต่คนไม่ใช่
ถ้าคนคนหนึ่ง ถือไม้เข้าหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเหมือนสุนัข บางทีก็วิ่ง บางทีก็สู้ บางทีก็ยอม แล้วแต่ว่าเป็นใคร ถ้าหากเป็นภรรยาก็ต้องยอม
แต่ข้าพเจ้าจะทำอย่างหนึ่ง ซึ่งสุนัขทำไม่ได้ คือข้าพเจ้าสามารถท้าเขาให้ตีได้
มนุษย์มีบางอย่างที่เหนือสัญชาตญาณ เพราะมนุษย์มีจิตวิญญาณจากพระเจ้า
นักปรัชญากรีกจึงบอกว่า มนุษย์มีวิญญาณ และวิญญาณมาจากพระเจ้า

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์
สรุปคำเทศนาฟื้นฟู คริสตจักรโมทนา ลำปาง
เมื่อวันที่ 28-29/06/2009

หมายเหตุ:
  • ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ
  • สามารถฟังบันทึกคำเทศนาได้ที่นี่ครับ  http://ot-nt.blogspot.co.uk/2010/10/blog-post_03.html