Thursday, 23 February 2012

Eternal Life Has Appeared in Christ - ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (5)

Five Assertions in 1 John 1:1–4

1. Christ, our Life, has eternally existed with the Father.

I get this mainly from verse 2: "The life was made manifest, and we saw it, and testify to it, and proclaim to you the eternal life which was with the Father and was made manifest to us."

Christ Is Our Life

First, notice that Christ is simply called "the Life". "The life was made manifest." It was Christ who was made manifest. Christ appeared in human form. But as 1 John 5:11–12

 
 
says, "God gave us eternal life, and this life is in his Son. He who has the Son has life; he who has not the Son of God has not life." So the Son of God, Jesus Christ, is our Life. When we have fellowship with him, we share in life.

This Life Is Eternal

Second, notice that this life is eternal. "The life was made manifest . . . and we proclaim to you the eternal life." This is the best commentary on the first phrase of verse 1: "That which was from the beginning . . . " "From the beginning" means, Christ our Life was there when creation began. He is eternal. He had no beginning. He will have no ending. He is not part of creation. In the beginning he is the source of creation. All life comes from him. He is the spring, not part of the river. "In the beginning was the Word, and the Word was with God and the Word was God. He was in the beginning with God; all things were made through him, and without him was not anything made that was made" (John 1:1–3

 
 
).

So the most fundamental assertion of this text is that Christ our Life has eternally existed with the Father. Everything else flows from this. We do well to meditate often and deeply on the majestic reality that Christ has existed without beginning from all eternity.

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 


การยืนยัน 5 ประการใน 1 ยอห์น 1:1-4

1. พระคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นชีวิตของเรา ทรงดำรงอยู่นิรันดร์กับพระบิดา

ข้าพเจ้าได้รับสิ่งนี้หลัก ๆ จากข้อ 2

และ​ชีวิต​ที่​ว่า​นี้​ปรา​กฏ​ขึ้น เรา​ได้​เห็น และ​เป็น​พยาน และ​ประ​กาศ​ชีวิต​นิรันดร์​นี้​กับ​พวก​ท่าน เป็น​ชีวิต​ที่​ดำ​รง​อยู่​กับ​พระ​บิดา​และ​มา​ปรา​กฏ​แก่​เรา (1 ยอห์น 1:2 THSV2011)

พระคริสต์ทรงเป็นชีวิตของเรา

ประการแรก โปรดสังเกตว่าพระคริสต์ได้ถูกเรียกง่าย ๆ ว่า "ชีวิต" "ชีวิต​ที่​ว่า​นี้​ปรา​กฏ​ขึ้น" นี่คือพระคริสต์ผู้ซึ่งได้ปรากฎขึ้น พระคริสต์ประกฎในรูปแบบของมนุษย์

แต่ 1 ยอห์น 5:11-12 กล่าวว่า

11 และ​พยานหลักฐาน​นั้น​ก็​คือ​ว่า ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​โปรด​ประทาน​ชีวิต​นิรันดร์​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย และ​ชีวิต​นี้​มี​อยู่​ใน​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์
12 ผู้​ที่​มี​พระ​บุตร​ก็​มี​ชีวิต ผู้​ที่​ไม่​มี​พระ​บุตร​ก็​ไม่​มี​ชีวิต​ (1 ยอห์น 5:11-12 THSV2011)

ดังนั้นพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า คือชีวิตของเรา เมื่อเรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ เราได้ร่วมกับพระองค์ในชีวิต

ชีวิตนี้เป็นชีวิตนิรันดร์

ประการที่สอง โปรดสังเกตว่าชีวิตนี้เป็นชีวิตนิรันดร์

และ​ชีวิต​ที่​ว่า​นี้​ปรา​กฏ​ขึ้น เรา​ได้​เห็น และ​เป็น​พยาน และ​ประ​กาศ​ชีวิต​นิรันดร์​นี้​กับ​พวก​ท่าน ... (1 ยอห์น 1:2 THSV2011)

นี่คืออรรถาธิบายที่ดีที่สุดสำหรับข้อความส่วนแรกของข้อที่ 1

เรา​ขอ​แจ้ง​เกี่ยว​กับ​สิ่ง​ที่​มี​มา​ตั้ง​แต่​ปฐม​กาล ... (1 ยอห์น 1:1 THSV2011)

"ตั้งแต่ปฐมกาล" หมายความว่าพระคริสต์ผู้ซึ่งเป็นชีวิตของเราได้ดำรงอยู่เมื่อการทรงสร้างได้เริ่มขึ้น พระองค์ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ พระองค์ไม่มีจุดเริ่มต้น พระองค์จะไม่มีจุดสิ้นสุด พระองค์ไม่ใช่ส่วนของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ในปฐมกาล พระองค์ทรงเป็นแหล่งของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ทุกชีวิตมาจากพระองค์ พระองค์ทรงเป็นแหล่ง ไม่ใช่ส่วนของแม่น้

1 ​ใน​ปฐม​กาล​พระ​วาทะ​ดำรง​อยู่ และ​พระ​วาทะ​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​วาทะ​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​
2 ​ใน​ปฐม​กาล​พระ​องค์​ทรง​ดำรง​อยู่​กับ​พระ​เจ้า​
3 ​พระ​เจ้า​ทรง​สร้าง​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ขึ้น​มา​โดย​พระ​วาทะ ใน​บรรดา​สิ่ง​ที่​เป็นมา​นั้น ไม่​มี​สัก​สิ่ง​เดียว​ที่​ได้​เป็นมา​นอกเหนือ​พระ​วาทะ ​(ยอห์น 1:1-3 THSV2011)

ดังนั้น การยืนยันที่เป็นรากฐานที่สุดของข้อความนี้ ก็คือ พระคริสต์ผู้ซึ่งทรงเป็นชีวิตของเรา ทรงดำรงอยู่นิรันดร์กับพระบิดา ทุกสิ่งอื่นใดล้วนหลั่งไหลมาจากสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะใคร่ครวญสม่ำเสมอและอย่างลึกซึ้งถึงความจริงที่เปี่ยมด้วยความยิ่งใหญ่ที่ว่าพระคริสต์ทรงดำรงอยู่โดยไม่มีจุดเริ่มต้นจากชั่วนิรันดร์กาล

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "ให้เราดำเนินในความสว่าง (1 ยอห์น)"

หัวข้อ "ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:1-4)"

เมื่อวันที่ 03/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/eternal-life-has-appeared-in-christ

 
 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Wednesday, 22 February 2012

Eternal Life Has Appeared in Christ - ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (4)

Five Assertions in 1 John 1:1–4

In order to unpack the meaning of these first four verses, I have tried to put in logical order the five main assertions that I see.

  1. Christ, our Life, has eternally existed with the Father.
  2. Christ, our Life, was manifested in the flesh.
  3. Through Christ's incarnation John has obtained fellowship with the Father and with his Son Jesus Christ.
  4. Therefore John makes the proclamation of Christ the basis of his fellowship with other believers.
  5. John longs for the fullness of joy that comes when others share his delight in the fellowship of the Father and the Son.

The spring from which the river of this text flows is Christ who never had a beginning but has existed eternally with the Father. And the ocean to which the river of this text flows is the joy of our fellowship with each other and with the Father and the Son.

So what I would like to do with you this morning is to walk along the river of this text and take a brief drink at these five places. My goal would be that God will use the water of his Word to refresh your confidence in Christ and intensify your desire for the joy of his fellowship.

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 


การยืนยัน 5 ประการใน 1 ยอห์น 1:1-4

ในการที่จะแจกแจง 4 ข้อนี้ให้เข้าใจความหมายได้อย่างง่าย ข้าพเจ้าได้พยายามที่จะวางลำดับตามตรรกะเป็นการยืนยัน 5 ประการที่ข้าพเจ้าเห็น

  1. พระคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นชีวิตของเรา ทรงดำรงอยู่นิรันดร์กับพระบิดา
  2. พระคริสต์ ผู้ซึ่งเป็นชีวิตของเรา ถูกสำแดงในรูปกายของมนุษย์
  3. ยอห์นได้มีสามัคคีธรรมกับพระบิดาและพระเยซูคริสต์พระบุตร ผ่านทางการเสด็จมาบังเกิดของพระคริสต์
  4. ดังนี้ ยอห์นได้ให้การกล่าวประกาศพระคริสต์เป็นพื้นฐานของสามัคคีธรรมของท่านกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ
  5. ยอห์นปรารถนาความสุขอย่างเต็มเปี่ยมที่จะมี เมื่อผู้อื่นได้ร่วมปีติยินดีในสามัคคีธรรมกับพระบิดาและพระบุตร

แหล่งกำเนิดที่แม่น้ำแห่งข้อความนี้ไหลออกมา คือ พระคริสต์ ผู้ซึ่งไม่เคยมีจุดเริ่มต้น แต่ดำรงอยู่นิรันดร์กับพระบิดา และมหาสมุทรที่ซึ่งแม่น้ำแห่งข้อความนี้ไหลไป คือ ความสุขแห่งสามัคคีธรรมของเราที่มีต่อกันและกัน และกับพระบิดาและพระบุตร

ดังนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะทำกับคุณในเช้านี้ คือ เดินไปตามแม่น้ำแห่งข้อความนี้ และแวะดื่มน้ำจากแม่น้ำนี้เพียงชั่วครู่ที่ 5 จุดเหล่านี้ เป้าหมายของข้าพเจ้าก็คือที่พระเจ้าจะใช้น้ำแห่งพระคำของพระองค์ ที่จะให้ความเชื่อมั่นของคุณในพระคริสต์กลับมาชุ่มชื่น และที่จะเพิ่มความรุนแรงของความปรารถนาสำหรับความสุขของสามัคคีธรรมของพระองค์

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "ให้เราดำเนินในความสว่าง (1 ยอห์น)"

หัวข้อ "ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:1-4)"

เมื่อวันที่ 03/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/eternal-life-has-appeared-in-christ

 
 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 21 February 2012

Eternal Life Has Appeared in Christ - ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (3)

Come to the Light

On the judgment day God will ask people who have read this letter and not believed its testimony, "Why did you not believe the testimony of my servant John? Did he manifest the traits of a liar or a lunatic? Was his teaching not consistent with itself? Did the message of his letter contradict reasonably established facts of history? Did his insights into your heart and the ways of God not help make sense of reality? Did his testimony not fit with the other testimonies to my Son? Why did you not believe his testimony?"

On that day of truth there will only be one answer: "Every one who does evil hates the light, and does not come to the light, lest his deeds should be exposed" (John 3:20

 
 
). It is not because we lack reliable testimony to the truth of Christ that we are slow to believe. It is because to believe is to be broken and to let the blackness of our hearts be exposed to the light of God's holiness.

As we lay ourselves open for the next 21 weeks

 
 
to this testimony of John, I urge you not to shut the inner rooms of sin in your life, but to come to the light and ponder long and hard the fact that in this letter we have to do with the message of one who actually saw and touched the Lord of glory.

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 


มาหาความสว่าง

ในวันพิพากษา พระเจ้าจะทรงถามผู้คนว่าผู้ใดที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว และไม่เชื่อในคำพยานในจดหมาย "เหตุไรเจ้าจึงไม่เชื่อคำพยานของยอห์น ผู้รับใช้ของเรา? ท่านได้แสดงถึงคุณสมบัติของการโกหกหรือการวิกลจริตหรือ? คำสอนของท่านไม่สอดคล้องกันเองหรือ? ข้อความในจดหมายของท่านขัดแย้งกับความจริงแห่งประวัติศาสตร์ที่ปรากฎชัดเจนอย่างสมเหตุผลหรือ? ความเข้าใจลึกซึ้งของท่านเข้าสู่จิดใจของเจ้า และหนทางของพระเจ้าไม่ได้ช่วยให้คุณเข้าใจความจริงหรือ? คำพยานของท่านไม่เข้ากับคำพยานอื่น ๆ ที่มีถึงพระบุตรของเราหรือ? เหตุไรเจ้าจึงไม่เชื่อคำพยานของท่าน?"

ในวันแห่งความจริงนั้น จะมีเพียงคำตอบเดียว คือ

เพราะ​ทุก​คน​ที่​ประ​พฤติ​ชั่ว​ก็​เกลียด​ความ​สว่าง และ​ไม่​มา​หา​ความ​สว่าง เนื่อง​จาก​กลัว​ว่า​การ​กระ​ทำ​ของ​ตน​จะ​ปรากฏ (ยอห์น 3:20 THSV2011)

นี่ไม่ใช่เพราะว่าเราขาดคำพยานที่น่าเชื่อถือถึงความจริงของพระคริสต์ ที่ทำให้เราช้าในการเชื่อ นี่เป็นเพราะการเชื่อเป็นการแตกหัก และยอมให้ความมืดในจิตใจของเราสัมผัสกับแสงสว่างแห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้า

ขณะที่เราวางชีวิตของเราเองให้พร้อมที่จะรับคำพยานของยอห์นในอีก 21 สัปดาห์ข้างหน้า ข้าพเจ้าวิงวอนที่คุณจะไม่ปิดห้องชั้นในแห่งความบาปในชีวิตของคุณ แต่ที่จะมาถึงแสงสว่าง และใช้เวลานานในการใคร่ครวญอย่างจริงจังถึงความจริงที่ว่า ในจดหมายนี้ เราจะต้องเกี่ยวข้องกับข้อความของบุคคลผู้ซึ่งเห็นและสัมผัสองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริอย่างแท้จริง

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "ให้เราดำเนินในความสว่าง (1 ยอห์น)"

หัวข้อ "ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:1-4)"

เมื่อวันที่ 03/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/eternal-life-has-appeared-in-christ

 
 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Monday, 20 February 2012

Eternal Life Has Appeared in Christ - ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (2)

Why Johannine Authorship Is Important

In one sense this is unimportant, since the author, under the inspiration of the Holy Spirit did not tell us his name, and in the end the meaning of the book doesn't depend on being sure who the author was.

But in another sense it is important, because a rejection of the authorship of John almost always goes hand in hand with a rejection of his claim to be an eye-witness of the Lord. Virtually no scholars say, "It wasn't John. It was another of the twelve." Everybody knows that if the author of this letter was close enough to Jesus to touch him, then it was John. There are no other probable candidates among the disciples of those earthly days.

So the rejection of John is virtually always a rejection of the truth of the very first verse of the letter: "What we have heard, what we have seen, what we have touched with our hands . . . " If it wasn't John, it wasn't an eye-witness and the integrity of the author (who claims to be an eye-witness!) is impugned from the outset.

So the reason I begin with these thoughts on the authorship of this letter is to force the issue with which the author begins: he had heard, seen, and touched the Son of God.

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 


เหตุไรการเป็นผู้เขียนของอัครทูตยอห์นจึงสำคัญ?

ในด้านหนึ่ง นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะว่าผู้เขียนซึ่งอยู่ภายใต้การดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้บอกเราถึงเชื่อของท่าน และท้ายที่สุด ความหมายของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เรามั่นใจว่าใครเป็นผู้เขียน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการปฏิเสธสถานะการเป็นผู้เขียนของยอห์นนั้น มักจะไปด้วยกันกับการปฏิเสธการกล่าวอ้างของท่านที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ แท้จริงแล้วไม่มีนักวิชาการผู้ใดกล่าวว่า "ไม่ใช่ยอห์น แต่เป็นอีกคนหนึ่งในอัครสาวก 12 คน" ทุกคนรู้ว่าหากผู้เขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ใกล้ชิดพระเยซูมากเพียงพอที่จะสัมผัสพระองค์ แน่นอนว่าผู้นั้นจะต้องเป็นยอห์น ไม่มีใครที่จะเป็นคู่แข่งที่เป็นไปได้ท่ามกลางสาวกทั้งหลายในช่วงเวลาเหล่านั้น

ดังนั้นการปฏิเสธยอห์น แท้จริงแล้ว็เป็นการปฏิเสธความจริงของพระคำข้อแรกของจดหมายฉบับนี้ ที่ว่า "เรา​ได้​ยิน ได้​เห็น​กับ​ตา ได้​พินิจ​ดู และ​จับ​ต้อง​ด้วย​มือ​ของ​เรา​..." ถ้าหากไม่ใช่ยอห์น ก็ย่อมไม่ใช่ผู้เห็นเหตุการณ์ และความซื่อสัตย์ของผู้เขียน (ซึ้งอ้างว่าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์!) ก็จะถูกโต้แย้งตั้งแต่เริ่มต้น

ดังนั้น เหตุผลที่ข้าพเจ้าเริ่มต้นด้วยแนวคิดเหล่านี้ที่เกี่ยวกับผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ ก็เพื่อที่จะผลักดันประเด็นที่ผู้เขียนได้เริ่มต้น: ท่านได้ยิน ได้เห็นกับตา และจับต้องพระบุตรของพระเจ้าด้วยมือของท่านเอง

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "ให้เราดำเนินในความสว่าง (1 ยอห์น)"

หัวข้อ "ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:1-4)"

เมื่อวันที่ 03/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 
 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/eternal-life-has-appeared-in-christ

 
 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Sunday, 19 February 2012

Eternal Life Has Appeared in Christ - ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (1)

1 John 1:1–4

 

That which was from the beginning, which we have heard, which we have seen with our eyes, which we have looked upon and touched with our hands, concerning the word of life—the life was made manifest, and we saw it, and testify to it, and proclaim to you the eternal life which was with the Father and was made manifest to us—that which we have seen and heard we proclaim also to you, so that you may have fellowship with us; and our fellowship is with the Father and with his Son Jesus Christ. And we are writing this that our joy may be complete.

 

The only letters in the New Testament which do not mention who wrote them are the three epistles of John and the epistle to the Hebrews. The title over the letter in our Bibles ("The First Letter of John") was added by the church. But there are three good reasons why we believe the apostle John wrote the letter.

Three Arguments for Johannine Authorship

First, because the earliest Christian writers acknowledge that John is the writer—Irenaeus (d. 200), Clement of Alexandria (d. 215), and Tertullian (d. 220).

Second, because the writer identifies himself as an eye-witness of Jesus' earthly life (1:1): "we have seen with our eyes . . . we have looked upon and touched."

Third, the style and terminology are almost identical with the style and terminology of the gospel of John.

At the end of John's Gospel (21:24) we are told explicitly that the apostle who wrote it was the "the beloved disciple"—that is, the disciple who had the most intimate personal friendship with Jesus, the one who at the last supper reclined close to Jesus' breast (13:23), the one to whom Jesus entrusted his mother (19:26), the one who outran Peter to the empty tomb (20:2–4).

But the beloved disciple is never named. He had to be one of the inner three, Peter, James, or John. He can't have been Peter because he outran Peter! And according to Acts 12:1

 
James was killed by Herod about ten years after the death of Jesus. It's very unlikely that the gospel of John was written that early. So the most likely conclusion is that the beloved disciple and the author of the gospel and the epistles was the apostle John.

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 



1 เรา​ขอ​แจ้ง​เกี่ยว​กับ​สิ่ง​ที่​มี​มา​ตั้ง​แต่​ปฐม​กาล ซึ่ง​เรา​ได้​ยิน ได้​เห็น​กับ​ตา ได้​พินิจ​ดู และ​จับ​ต้อง​ด้วย​มือ​ของ​เรา​นั้น คือ​พระ​วาทะ​แห่ง​ชีวิต
2 (และ​ชีวิต​ที่​ว่า​นี้​ปรา​กฏ​ขึ้น เรา​ได้​เห็น และ​เป็น​พยาน และ​ประ​กาศ​ชีวิต​นิรันดร์​นี้​กับ​พวก​ท่าน เป็น​ชีวิต​ที่​ดำ​รง​อยู่​กับ​พระ​บิดา​และ​มา​ปรา​กฏ​แก่​เรา)
3 สิ่ง​ที่​เรา​ได้​เห็น​และ​ได้​ยิน​นั้น เรา​ก็​ประ​กาศ​ให้​พวก​ท่าน​รู้​ด้วย เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​มี​สา​มัคคี​ธรรม​กับ​เรา และ​เรา​ก็​มี​สา​มัคคี​ธรรม​กับ​พระ​บิดา และ​กับ​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์
4 และ​เรา​เขียน​ข้อ​ความ​เหล่า​นี้​เพื่อ​ความ​ชื่น​ชม​ยินดี​ของ​เรา​จะ​ได้​เต็ม​เปี่ยม (1 ยอห์น 1:1-4 THSV2011)


จดหมายในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่ไม่ได้กล่าวถึงผู้เขียน มีเพียงแค่จดหมายฝาก 3 ฉบับของยอห์น และจดหมายฝากถึงชาวฮีบรู ชื่อของจดหมายที่ปรากฎในพระคัมภีร์ "จดหมายฉบับแรกของยอห์น" นั่นถูกเพิ่มเติมโดยคริสตจักร แต่มีเหตุผลที่ดี 3 ประการว่าเหตุไรเราจึงเชื่อว่าอัครทูตยอห์นเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับนี้

 

ข้อพิสูจน์ 3 ประการว่าอัครทูตยอห์นเป็นผู้เขียน

ประการแรก เพราะว่าผู้เขียนที่เป็นคริสเตียนในยุคแรกสุดได้ยอมรับว่ายอห์นเป็นผู้เขียน -- Irenaeus (d. 200), Clement of Alexandria (d. 215) และ Tertullian (d. 220)

ประการที่สอง เพราะว่าผู้เขียนได้ระบุถึงตัวเองว่าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ของชีวิตของพระเยซูบนโลกนี้ (1 ยอห์น 1:1) "เรา​ได้​ยิน ได้​เห็น​กับ​ตา ได้​พินิจ​ดู และ​จับ​ต้อง​ด้วย​มือ​ของ​เรา​..."

ประการที่สาม รูปแบบและคำที่ใช้นั้นเหมือนกับรูปแบบและคำของพระกิตติคุณยอห์น

ตอนท้ายของพระกิตติคุณยอห์น (ยอห์น 21:24) เราได้รับการบอกอย่างชัดเจนว่าอัครทูตผู้ซึ่งเป็นผู้เขียนนั้น เป็น "สาวกคนที่พระองค์ทรงรัก" นั่นคือ สาวกผู้ซึ่งมีมิตรภาพเป็นการส่วนตัวที่ใกล้ชิดที่สุดกับพระเยซู ผู้ซึ่งเอนกายอยู่ใกล้พระทรวงของพระเยซูในเวลาอาหารค่ำมื้อสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงที่กางเขน (ยอห์น 13:23) ผู้ซึ่งพระเยซูทรงวางใจให้ดูแลมารดาของพระองค์ (ยอห์น 19:26) ผู้ซึ่งวิ่งนำเปโตรไปยังอุโมงค์ที่ว่างเปล่า (ยอห์น 20:2-4)

แต่สาวกคนที่พระองค์ทรงรักนั้น ไม่เคยถูกระบุชื่อ ท่านจะต้องเป็นหนึ่งในสามของสาวกวงในของพระองค์ ได้แก่ เปโตร ยากอบ และยอห์น แต่ท่านไม่สามารถที่จะเป็นเปโตร เพราะว่าท่านวิ่งนำเปโตร! และตามพระธรรมกิจการ 12:1 ยากอบถูกประหารโดยเฮโรดเมื่อประมาณ 10 ปีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และพระกิตติคุณยอห์นไม่น่าจะถูกเขียนขึ้นเร็วขนาดนั้น ดังนั้นข้อสรุปที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ สาวกที่พระองค์ทรงรัก และผู้เขียนพระกิตติคุณและจดหมายฝาก คือ อัครทูตยอห์น

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "ให้เราดำเนินในความสว่าง (1 ยอห์น)"

หัวข้อ "ชีวิตนิรันดร์ได้ปรากฎในพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:1-4)"

เมื่อวันที่ 03/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Thursday, 16 February 2012

God So Loved the World, Part 2 - พระเจ้าทรง​​รักโลก ตอนที่ 2 (8)

A Love Greater Than John 3:16
 

The more amazing question is: Why do any of us come? Why do any of us receive Christ as the supreme Treasure of our lives? And the answer is: There is a greater love than the love of John 3:16

 
. The love of John 3:16
 
is an amazing gift of Christ to the world so that the free offer to eternal life goes out to everyone: Believe and you will be saved. Believe and your sins will be forgiven, God’s wrath will be removed, you will have eternal joy with him. If you believe.

But there is another love of God. It goes beyond offering eternal life and actually creates it in your heart. If you only know the love of John 3:16

 
, there is more love for you to know and enjoy and admire and be amazed at and be thankful for and be strengthened by.

Those of you who believe on Christ, God wants you to know yourself loved, not only with universal love of John 3:16

 
, but also with his death-conquering, hardness-removing, rebellion-eradicating, sight-imparting, faith-creating, personal, individual, invincible covenant love of which we are absolutely undeserving. He inspired the Gospel of John and I have preached this message so that you would know more fully and experience more deeply how you are loved.

Invincible, Never-Ending, Covenant Love

My father, who was a great evangelist who led more people to Christ than I ever will, used to quote D. L. Moody like this: Written on the outside of the gate of heaven are the words, “Whosoever will may come.” And on the other side of that gate, which you can read from the inside, is written: “Chosen before the foundation of the world.”

And I would only add: Yes, and the Gospel of John is meant to be read before you walk through the gate. Life is hard. We need all the help we can get now to know the greatness of God’s covenant love for his sheep. Come to Christ and discover that you are loved with invincible, never-ending, covenant love.

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 


ความรักที่ยิ่งใหญ่กว่ายอห์น 3:16

คำถามที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คื ทำไมพวกเราบางคนจึงมาหาพระเยซู? ทำไมพวกเราบางคนจึงต้อนรับพระคริสต์ให้เป็นดั่งสมบัติล้ำค่าสูงสุดของชีวิตของพวกเรา? และคำตอบก็คือ มีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักของยอห์น 3:16

ความรักของยอห์น 3:16 เป็นของขวัญอันน่าอัศจรรย์ของพระคริสต์ที่ทรงประทานแก่โลก เพื่อที่ข้อเสนอที่ไม่คิดมูลค่าสำหรับชีวิตนิรันดร์จะมายังทุก ๆ คน: จงเชื่อวางใจและคุณจะได้รับความรอด จงเชื่อวางใจและบาปของคุณจะได้รับการอภัย พระพิโรธของพระเจ้าจะได้รับการนำออกไป คุณจะมีความสุขนิรันดร์กับพระองค์ ถ้าหากคุณเชื่อวางใจ

แต่มีอีกความรักหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งมากเกินกว่าการนำเสนอชีวิตนิรันดร์ และเกิดขึ้นในหัวใจของคุณอย่างแท้จริง หากคุณเพียงแค่รู้จักความรักของยอห์น 3:16 มีความรักอื่นที่มากกว่านั้นสำหรับคุณที่จะรู้จัก เพลิดเพลิน ชื่นชอบ อัศจรรย์ใจ รู้สึกขอบพระคุณ และได้รับการเสริมกำลัง

สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระคริสต์ พระเจ้าทรงต้องการให้คุณรู้ว่าคุณเองได้รับความรัก ไม่ใช่เพียงแค่ความรักสากลของยอห์น 3:16 แต่คุณได้รับความรักแห่งพันธสัญญาของพระองค์ที่พิชิตความตาย นำความแข็งกระด้างออกไป กำจัดการกบฎ นำให้มองเห็น สร้างความเชื่อ เป็นการส่วนตัว เป็นส่วนบุคคล และไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเราไม่สมควรที่จะได้รับอย่างแท้จริง พระองค์ทรงดลใจพระกิตติคุณยอห์น และข้าพเจ้าได้เทศนาข้อความนี้เพื่อที่คุณจะรู้จักมากขึ้น และมีประสบการณ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ว่าคุณได้รับความรักอย่างไร

 

ความรักแห่งพันธสัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีวันสิ้นสุด

บิดาของข้าพเจ้า ผู้ซึ่งเป็นผู้ประกาศที่ยิ่งใหญ่ และได้นำผู้คนมาหาพระคริสต์จำนวนมากกว่าที่ข้าพเจ้าจะทำได้ เคยยกคำพูดจาก ดี แอล มูดี้ (D. L. Moody) ดังนี้: ได้มีคำที่ถูกเขียนไว้ที่นอกประตูของสวรรค์ว่า "ผู้ใดก็ตามที่อาจจะมา" และอีกด้านหนึ่งของประตูสวรรค์ ซึ่งคุณสามารถอ่านได้จากด้านใน มีเขียนไว้ว่า "ได้รับการเลือกไว้ก่อนทรงสร้างโลก"

และคุณอาจจะเพียงแค่เพิ่มไปว่า: ใช่แล้ว และพระกิตติคุณยอห์นนั้นควรที่จะได้รับการอ่านก่อนที่คุณจะเดินผ่านประตูนั

ชีวิตนั้นยากลำบาก เราต้องการความช่วยเหลือทั้งหมดที่เราสามารถได้รับในเวลานี้ เพื่อที่จะรู้จักความยิ่งใหญ่ของความรักแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าสำหรับแกะของพระองค์ จงมาหาพระคริสต์ และคุณจะพบว่าคุณได้รับความรักแห่งพันธสัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีวันสิ้นสุด

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "พระกิตติคุณจอห์น"

หัวข้อ "พระเจ้าทรงรักโลก ตอนที่ 2"

เมื่อวันที่ 10/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Wednesday, 15 February 2012

God So Loved the World, Part 2 - พระเจ้าทรง​​รักโลก ตอนที่ 2 (7)

Three Other Biblical Expressions of God's Love (4)

3) God's Love for His Chosen, Covenant People (Continued)

 

C. Jesus' Love for His Sheep

You can see this love going beyond John 3:16

 
in the way Jesus talks about his sheep in rest of the Gospel of John.

In the rest of the Gospel of John, the relationship between being a sheep of Christ and believing on Christ is not that we believe in order to become sheep, but that God makes sheep in order that we may believe. This is clear in John 10:25–26

 
. Jesus says, "The works that I do in my Father's name bear witness about me, but you do not believe because you are not part of my flock." So we don't first believe in order to be a part of Jesus' flock; God makes us part of Jesus' flock in order that we may believe.

This means that when Jesus says in John 10:11

 
, "The good shepherd lays down his life for the sheep," we know this is a greater love than John 3:16
 
. He lays down his life for the sheep means that he dies not just to offer the sheep eternal life but to make absolutely certain that his sheep will believe on him and follow him and have eternal life. In John 10:16
 
, Jesus looks beyond the present fold of believers and says, "I have other sheep that are not of this fold. I must bring them also." And John 11:51–52
 
says he died to gather them. He died in order to bring his chosen sheep to faith.

John 10:27–28

 
: "My sheep hear my voice [that's how you can tell they are sheep] and I know them, and they follow me. I give them eternal life, and they will never perish, and no one will snatch them out of my hand." Why do they come? They come because the Father has chosen them and gives to Jesus. John 6:37
 
: "All that the Father gives me will come to me, and whoever comes to me I will never cast out." They come because God draws them. John 6:44
 
: "No one can come to me unless the Father who sent me draws him." John 6:65
 
: "No one can come to me unless it is granted him by the Father."

Why doesn't everybody believe the good news of John 3:16

 
, "Whoever believes in him will not perish but have eternal life"? Why don't people come? Jesus answers in John 3:19–20
 
, "This is the judgment: the light has come into the world, and people loved the darkness rather than the light because their works were evil. For everyone who does wicked things hates the light and does not come to the light."

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 


การสำแดงจากพระคัมภีร์อีก 3 ด้านของความรักของพระเจ้า (4)

3. ความรักของพระเจ้าสำหรับผู้คนแห่งพันธสัญญาที่ได้รับการทรงเลือก (ต่อ)

3.3 ความรักของพระเยซูสำหรับแกของพระองค์

คุณสามารถเห็นความรักนี้เกินกว่ายอห์น 3:16 ในวิถีทางที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับแกะของพระองค์ในส่วนที่เหลือของพระกิตติคุณยอห์น

ในส่วนอื่นของพระกิตติคุณยอห์น ความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นแกะของพระคริสต์ และการเชื่อในพระคริสต์ ไม่ได้เป็นการที่เราเชื่อเพื่อที่จะได้กลายเป็นแกะ แต่เป็นการที่พระเจ้าทำให้เราเป็นแกะเพื่อเราจะเชื่อในพระองค์ สิ่งนี้ชัดเจนในยอห์น 10:25-26

25 พระ​เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า "เรา​บอก​พวก​ท่าน​แล้ว​แต่​ท่าน​ไม่​เชื่อ สิ่ง​ที่​เรา​ทำ​ใน​พระ​นาม​พระ​บิดา​ของ​เรา​ก็​เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา
26 แต่​พวก​ท่าน​ไม่​เชื่อ​เพราะ​ท่าน​ไม่​ได้​เป็น​แกะ​ของ​เรา" (ยอห์น 10:25-26 THSV2011)

ดังนั้นเราไม่ได้เชื่อก่อนจึงได้เป็นส่วนหนึ่งของฝูงแกะของพระเยซู พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็นส่วนหนึ่งของฝูงแกะของพระองค์เพื่อที่เราจะเชื่อ

นี่หมายความว่าเมื่อพระเยซูตรัสในยอห์น 10:11 เราก็รู้ว่านี่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่กว่ายอห์น 3:16

เรา​เป็น​ผู้​เลี้ยง​ที่​ดี ผู้​เลี้ยง​ที่​ดี​ย่อม​สละ​ชีวิต​ของ​ตน​เพื่อ​ฝูง​แกะ (ยอห์น 10:11 THSV2011)

พระองค์ทรงสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อแกะของพระองค์จะได้เชื่อในพระองค์และติดตามพระองค์และได้รับชีวิตนิรันดร์

ในยอห์น 10:16 พระเยซูทอดพระเนตรไปไกลกว่าแค่คอกของผู้เชื่อในขณะนั้น และตรัสว่า

แกะ​อื่น​ที่​ไม่​ได้​เป็น​ของ​คอก​นี้​เรา​ก็​มี​อยู่ แกะ​พวก​นั้น​เรา​ก็​ต้อง​พา​มา​ด้วย และ​แกะ​พวก​นั้น​จะ​ฟัง​เสียง​ของ​เรา​แล้ว​จะ​รวม​เป็น​ฝูง​เดียว​และ​มี​ผู้​เลี้ยง​เพียง​ผู้​เดียว (ยอห์น 10:16 THSV2011)

และยอห์น 11:51–52 ได้บอกว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อที่จะรวบรวมพวกเขา พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อนำแกะที่พระองค์ได้ทรงเลือกให้มาสู่ความเชื่อ

51 เขา​ไม่​ได้​กล่าว​อย่าง​นั้น​ตาม​ความ​คิด​ของ​เขา​เอง แต่​เพราะ​เหตุ​ที่​เขา​เป็น​มหา​ปุโร​หิต​ประ​จำ​การ​ใน​ปี​นั้น เขาจึง​กล่าว​เป็น​คำ​พยา​กรณ์​ว่า​พระ​เยซู​จะ​สิ้น​พระ​ชนม์​แทน​ชน​ชาติ​นั้น
52 และ​ไม่​ใช่​แทน​ชาติ​ยิว​เท่า​นั้น แต่​เพื่อ​รวบ​รวม​ลูก​พระ​เจ้า​ที่​กระ​จัด​กระ​จาย​ให้​รวม​เข้า​เป็น​หนึ่ง​เดียว (ยอห์น 11:51–52 THSV2011)

27 แกะ​ของ​เรา​ย่อม​ฟัง​เสียง​ของ​เรา เรา​รู้จัก​แกะ​เหล่า​นั้น และ​แกะ​นั้น​ก็​ตาม​เรา
28 เรา​ให้​ชีวิต​นิรันดร์​แก่​แกะ​ทั้ง​หลาย แกะ​เหล่า​นั้น​จะ​ไม่​มี​วัน​พินาศ​และ​จะ​ไม่​มี​ใคร​แย่ง​ชิง​แกะ​นั้น​ไป​จาก​มือ​ของ​เรา​ได้ (ยอห์น 10:27-28 THSV2011)

"แกะ​ของ​เรา​ย่อม​ฟัง​เสียง​ของ​เรา" นี่คือวิธีที่เราจะบอกว่าพวกเขาเป็นแกะ

เหตุไรพวกเขาจึงมาหาพระองค์? พวกเขามาหาพระองค์เพราะว่าพระบิดาทรงเลือกพวกเขาและมอบพวกเขาไว้ให้กับพระเยซู

สาร​พัด​ที่​พระ​บิดา​ประ​ทาน​แก่​เรา​จะ​มา​หา​เรา และ​คน​ที่​มา​หา​เรา เรา​จะ​ไม่​ขับ​ไล่​เลย (ยอห์น 6:37 THSV2011)

พวกเขามาหาพระองค์เพราะพระเจ้าทรงนำพวกเขามา

ไม่​มี​ใคร​มา​ถึง​เรา​ได้​นอก​จาก​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​จะ​ทรง​ชักนำ​ให้​เขา​มา และ​เรา​จะ​ให้​คน​นั้น​เป็น​ขึ้น​มา​ใน​วัน​สุดท้าย (ยอห์น 6:44 THSV2011)

... ไม่​มี​ใคร​มา​ถึง​เรา​ได้​นอก​จาก​พระ​บิดา​จะ​โปรด​คน​นั้น (ยอห์น 6:65 THSV2011)

ทำไมจึงไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อข่าวประเสริฐของยอห์น 3:16 "เพื่อ​ทุก​คน​ที่​วาง​ใจ​ใน​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิรันดร์"? ทำไมผู้คนจึงไม่มาหาพระองค์? พระเยซูตรัสตอบในยอห์น 3:19-20

19 หลัก​การ​พิพาก​ษา​มี​อย่าง​นี้ คือ​ความ​สว่าง​เข้า​มา​ใน​โลก​แล้ว แต่​มนุษย์​รัก​ความ​มืด​มาก​กว่า​ความ​สว่าง เพราะ​กิจ​การ​ของ​พวก​เขา​เลว​ทราม
20 เพราะ​ทุก​คน​ที่​ประ​พฤติ​ชั่ว​ก็​เกลียด​ความ​สว่าง และ​ไม่​มา​หา​ความ​สว่าง เนื่อง​จาก​กลัว​ว่า​การ​กระ​ทำ​ของ​ตน​จะ​ปรากฏ (ยอห์น 3:19-20 THSV2011)

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "พระกิตติคุณจอห์น"

หัวข้อ "พระเจ้าทรงรักโลก ตอนที่ 2"

เมื่อวันที่ 10/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 14 February 2012

God So Loved the World, Part 2 - พระเจ้าทรง​​รักโลก ตอนที่ 2 (6)

Three Other Biblical Expressions of God's Love (3)

3) God's Love for His Chosen, Covenant People (Continued)

 

B. God's Gift of New Birth

We see this kind of love in God's raising us from spiritual death and causing us to be born again.

Here in John 3:8

 
, Jesus says, "The wind blows where it wishes, and you hear its sound, but you do not know where it comes from or where it goes. So it is with everyone who is born of the Spirit." In other words, being born again happens to us at the Spirit's will. We don't control the wind, and we don't control the Spirit. He comes and goes with his regenerating power as he pleases.

This is called lovegreat love—in Ephesians 2:4–5

 
: "God, being rich in mercy, because of the great love with which he loved us, even when we were dead in our trespasses, made us alive together with Christ" (cf. "great mercy" in 1 Peter 1:3
 
). This is "great love" that goes way beyond offering to spiritually dead people that if they will believe, they will be saved. This love conquers our deadness. It gives new life, and brings us to faith, and unites us to Christ—all in one sovereign instant.

Let me read it again: "God, being rich in mercy, because of the great love with which he loved us, even when we were dead in our trespasses, made us alive together with Christ." God's quickening love made you alive. That's why you were able to believe (cf. John 10:16

 
; 11:52
 
).

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 


การสำแดงจากพระคัมภีร์อีก 3 ด้านของความรักของพระเจ้า (3)

3. ความรักของพระเจ้าสำหรับผู้คนแห่งพันธสัญญาที่ได้รับการทรงเลือก (ต่อ)

3.2 ของประทานแห่งการบังเกิดใหม่ของพระเจ้า

เราเห็นความรักประเภทนี้ในการทรงชุบพวกเราขึ้นมาจากความตายฝ่ายวิญญาณ และทรงนำให้พวกเราบังเกิดใหม่อีกครั้ง

ในยอห์น 3:8 พระเยซูตรัสว่า

ลม​จะ​พัด​ไป​ที่​ไหน​ก็​พัด​ไป​ที่​นั่น และ​ท่าน​ได้​ยิน​เสียง​ลม​นั้น​แต่​ไม่​รู้​ว่า​ลม​มา​จาก​ไหน​และ​ไป​ที่​ไหน คน​ที่​เกิด​จาก​พระ​วิญ​ญาณ ก็​เป็น​อย่าง​นั้น​ทุก​คน (ยอห์น 3:8 THSV2011)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การบังเกิดใหม่เกิดขึ้นกับเราด้วยพระประสงค์ของพระวิญญาณ เราไม่สามารถควบคุมลมได้ และเราไม่สามารถควบคุมพระวิญญาณ พระองค์เสด็จมาและไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งการนำมาซึ่งการกลับใจตามพระประสงค์ของพระองค์

นี่เรียกว่าความรัก -- ความรักอันใหญ่หลวง -- ในเอเฟซัส 2:4-5

4 แต่​พระ​เจ้า​ทรง​เปี่ยม​ด้วย​พระ​เมตตา พระ​องค์​ทรง​รัก​เรา​โดย​ความ​รัก​อัน​ใหญ่​หลวง​ของ​พระ​องค์
5 ถึง​แม้​ว่า​เรา​เป็น​คน​ตาย​เนื่อง​จาก​การ​ละเมิด พระ​องค์​ยัง​ทรง​ทำ​ให้​มี​ชีวิต​อยู่​ร่วม​กับ​พระ​คริสต์ (เอเฟซัส 2:4-5 THSV2011)

(อ้างอิงกับ "พระเมตตาล้นเหลือ" ใน 1 เปโตร 1:3)

สาธุ​การ​แด่​พระ​เจ้า​พระ​บิดา​แห่ง​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา โดย​พระ​เมต​ตา​ล้น​เหลือ​ของ​พระ​องค์ ทรง​โปรด​ให้​เรา​บัง​เกิด​ใหม่ เข้า​ใน​ความ​หวัง​ที่​ยั่ง​ยืน โดย​การ​คืน​พระ​ชนม์​ของ​พระ​เยซู​คริสต์ (1 เปโตร 1:3 THSV2011)

นี่คือ "ความรักอันใหญ่หลวง" ที่เกินกว่าข้อเสนอสำหรับผู้คนที่ตายฝ่ายวิญญาณ ว่าถ้าหากพวกเขาจะวางใจในพระองค์ พวกเขาจะได้รับความรอด ความรักนี้พิชิตความตายของเรา มอบชีวิตใหม่ให้กับเรา และนำเรามาสู่ความเชื่อ และเชื่อมเรากับพระคริสต์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันของพระเจ้า

ขอให้ข้าพเจ้าได้อ่านอีกครั้งหนึ่ง

4 แต่​พระ​เจ้า​ทรง​เปี่ยม​ด้วย​พระ​เมตตา พระ​องค์​ทรง​รัก​เรา​โดย​ความ​รัก​อัน​ใหญ่​หลวง​ของ​พระ​องค์
5 ถึง​แม้​ว่า​เรา​เป็น​คน​ตาย​เนื่อง​จาก​การ​ละเมิด พระ​องค์​ยัง​ทรง​ทำ​ให้​มี​ชีวิต​อยู่​ร่วม​กับ​พระ​คริสต์ (เอเฟซัส 2:4-5 THSV2011)

ความรักที่นำมาซึ่งการกระตุ้นจิตใจของพระเจ้า ได้นำให้คุณมีชีวิต นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณสามารถเชื่อได้

อ้างอิงกับ ยอห์น 10:16 และ 11:52

แกะ​อื่น​ที่​ไม่​ได้​เป็น​ของ​คอก​นี้​เรา​ก็​มี​อยู่ แกะ​พวก​นั้น​เรา​ก็​ต้อง​พา​มา​ด้วย และ​แกะ​พวก​นั้น​จะ​ฟัง​เสียง​ของ​เรา​แล้ว​จะ​รวม​เป็น​ฝูง​เดียว​และ​มี​ผู้​เลี้ยง​เพียง​ผู้​เดียว (ยอห์น 10:16 THSV2011)

และ​ไม่​ใช่​แทน​ชาติ​ยิว​เท่า​นั้น แต่​เพื่อ​รวบ​รวม​ลูก​พระ​เจ้า​ที่​กระ​จัด​กระ​จาย​ให้​รวม​เข้า​เป็น​หนึ่ง​เดียว (ยอห์น 11:52 THSV2011)

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "พระกิตติคุณจอห์น"

หัวข้อ "พระเจ้าทรงรักโลก ตอนที่ 2"

เมื่อวันที่ 10/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Friday, 10 February 2012

God So Loved the World, Part 2 - พระเจ้าทรง​​รักโลก ตอนที่ 2 (5)

Three Other Biblical Expressions of God's Love (2)

3) God's Love for His Chosen, Covenant People (Continued)
Let me try to show it to you in several ways.

A. God's Choosing of Israel

First, look at this kind of love in God's election of the people of Israel.

Deuteronomy 10:14–15

 
: "Behold, to the Lord your God belong heaven and the heaven of heavens, the earth with all that is in it. Yet the Lord set his heart in love on your fathers and chose their offspring after them, you above all peoples, as you are this day."

The point here is that God did not just offer to be Israel's covenant God; he chose Israel. He took them from all the people. He didn't negotiate. He freely and sovereignly and unconditionally chose Israel.

The Lord your God has chosen you to be a people for his treasured possession, out of all the peoples who are on the face of the earth. It was not because you were more in number than any other people that the Lord set his love on you and chose you, for you were the fewest of all peoples, but it is because the Lord loves you. (Deuteronomy 7:6–8

 
)

This does not mean that they all have eternal life. But it does mean that God put them in a special covenant relation to himself. They did not choose him. He chose them. And he calls this love. It is a love that goes beyond an offer.

 

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 


การสำแดงจากพระคัมภีร์อีก 3 ด้านของความรักของพระเจ้า (2)

3. ความรักของพระเจ้าสำหรับผู้คนแห่งพันธสัญญาที่ได้รับการทรงเลือก (ต่อ)

ข้าพเจ้าจะพยายามแสดงให้คุณได้เห็นถึงความรักประเภทนี้ในหลาย ๆ ทาง

3.1 การทรงเลือกอิสราเอลของพระเจ้า

ประการที่หนึ่ง ดูความรักประเภทนี้ของพระเจ้าในการทรงเลือกประชากรชาวอิสราเอลของพระองค์

14 ดู​สิ ฟ้า​สวรรค์​และ​ฟ้า​สวรรค์​อัน​สูง​สุด และ​โลก​กับ​ทุก​สิ่ง​ที่​อยู่​ใน​โลก​เป็น​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน
15 แต่​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ผูก​พัน​กับ​บรรพ​บุรุษ​ของ​ท่าน และ​ทรง​รัก​พวก​เขา และ​ทรง​เลือก​ลูก​หลาน​ของ​เขา​คือ​พวก​ท่าน​จาก​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย ดัง​ที่​เป็น​อยู่​ทุก​วัน​นี้ (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:14-15 THSV2011)

ประเด็นตรงนี้ ก็คือ พระเจ้ามิได้เป็นแค่เพียงพระเจ้าแห่งพันธสัญญาของอิสราเอล พระองค์ทรงเลือกอิสราเอล พระองค์ทรงนำเขาออกจากประชากรทั้งหมด พระองค์มิได้ทรงเจรจาต่อรอง พระองค์ทรงเลือกอิสราเอลอย่างอิสระ ด้วยสิทธิอำนาจสูงสุด และอย่างไม่มีเงื่อนไข

6 ... พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ทรง​เลือก​ท่าน​ออก​จาก​ชน​ชาติ​ทั้ง​สิ้น​ที่​อยู่​บน​พื้น​โลก ให้​มา​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​องค์ เป็น​ของ​ล้ำ​ค่า​ของ​พระ​องค์
7 ที่​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​รัก​และ​ทรง​เลือก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​นั้น ไม่​ใช่​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​มี​จำนวน​มาก​กว่า​ชน​ชาติ​อื่น เพราะ​ใน​บรรดา​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย ท่าน​มี​จำนวน​น้อย​ที่​สุด
8 แต่​เพราะ​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​รัก​ท่าน​ทั้ง​หลาย ... (เฉลยธรรมบัญญัติ 7:6-8 THSV2011)

นี่มิได้หมายความว่าพวกเขาทุกคนจะได้รับชีวิตนิรันดร์ แต่หมายความว่าพระเจ้าได้ทรงวางพวกเขาไว้ในความสัมพันธ์แห่งพันสัญญากับพระองค์เอง พวกเขาไม่ได้เลือกพระองค์ พระองค์ทรงเลือกพวกเขา และทรงเรียกสิ่งนี้ว่าความรัก นี่คือความรักที่เกินกว่าที่ใครสักคนจะยื่นข้อเสนอให้ได้

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "พระกิตติคุณจอห์น"

หัวข้อ "พระเจ้าทรงรักโลก ตอนที่ 2"

เมื่อวันที่ 10/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Wednesday, 8 February 2012

God So Loved the World, Part 2 - พระเจ้าทรง​​รักโลก ตอนที่ 2 (4)

Three Other Biblical Expressions of God's Love (1)

Let me describe for you three other expressions or forms or kinds of the love of God in the Bible—two of which no one tries to cancel out by using John 3:16

 
, but one of which many people try to cancel by using John 3:16
 
. My goal here is that we might see and believe all four kinds of divine love, and that we will experience and benefit from all of them personally the way the Bible means for us to. All of them have their place. All of them are meant to bless us and help us and strengthen us and free us to lay our lives down for others.

Just a reminder that Don Carson's book The Difficult Doctrine of the Love of God (Crossway, 2000) is very helpful in sorting all this out. It is biblical, readable, and compelling.

1) God's Love for His Son

First, there is God's love for his Son and the Son's love for the Father. John 3:35

 
: "The Father loves the Son and has given all things into his hand." In John 14:31
 
, Jesus says, "I do as the Father has commanded me, so that the world may know that I love the Father."

God's love for the other members of the Trinity is different from his love for us because there is no sin to be overcome. If God loves us, he loves us in spite of our sin. God the Father does not love the Son in spite of anything. Everything about the Son is infinitely worthy of love.

2) God's Love for His Creation

Second, God loves his creation and sustains it with his care, even for the use of his enemies. For example, "The Lord is good to all, and his mercy is over all that he has made" (Psalms 145:9

 
). Or in Matthew 5:44–45
 
Jesus commands us, "Love your enemies and pray for those who persecute you, so that you may be sons of your Father who is in heaven. For he makes his sun rise on the evil and on the good, and sends rain on the just and on the unjust." So God's love moves him to provide rain and sunshine where it is not deserved. Jesus calls it an example of love for his enemies, and an example of how we should love our enemies.

Nobody uses John 3:16

 
to undermine these two kinds of divine love. So we know three ways that God loves: 1) He loves his infinitely love-worthy Son. 2) He loves his creation and sustains it even for the benefit of his enemies. 3) He loves the world by sending his Son and opening the door of eternal life to anyone who believes on him.

3) God's Love for His Chosen, Covenant People

But the most precious experience of the love of God has not yet been described. This is the love of God that moves him to go beyond the free offer of the gospel and choose a people for himself, bring them to himself in faith, and make with them personal everlasting covenant. To know yourself loved this way is the greatest experience of all.

You could call this God's electing love, or God's regenerating love, or God's covenant love. With this love, God does more than offer. He overcomes rebellion and resistance so that these loved ones receive the offer.

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 


การสำแดงจากพระคัมภีร์อีก 3 ด้านของความรักของพระเจ้า (1)

ขอที่ข้าพเจ้าจะได้อธิบายให้กับคุณถึงการสำแดงอีก 3 สิ่ง หรือ 3 รูปแบบ หรือ 3 ประเภทของความรักของพระเจ้าในพระคัมภีร์ ซึ่ง 2 ใน 3 แบบนี้ จะไม่มีผู้ใดพยายามที่จะล้มล้างโดยใช้ยอห์น 3:16 แต่อีก 1 แบบได้มีผู้คนมากมายพยายามที่จะล้มล้างโดยใช้ยอห์น 3:16

เป้าหมายของข้าพเจ้าในที่นี้ คือ ที่เราจะได้เห็นและเชื่อในทุกประเภทของความรักของพระเจ้า และที่เราจะได้มีประสบการณ์และได้รับประโยชน์จากความรักทุกประเภทเป็นการส่วนตัวในวิถีทางที่พระคัมภีร์ได้สื่อความหมายให้กับเรา ความรักทุกประเภทมีที่สำหรับมัน และทุกประเภทนั้นมีเพื่ออวยพรเราและช่วยเราและเสริมกำลังแก่เราและทำให้ชีวิตของเราเป็นอิสระ เพื่อที่เราจะสละชีวิตของเราให้กับผู้อื่น

เพียงแค่สิ่งช่วยเตือนความจำว่า หนังสือของดอน คาร์สัน (Don Carson) เรื่อง หลักคำสอนที่ยากของความรักของพระเจ้า (The Difficult Doctrine of the Love of God) นั้นช่วยได้อย่างมากในการแจกแจงสิ่งนี้ หนังสือเล่มนี้เป็นตามพระคัมภีร์ อ่านง่าย และน่าเร้าใจ

(คุณสามารถฟังคาร์สัน เรื่องความรักของพระเจ้า ที่นี่ http://s3.amazonaws.com/tgc-audio/carson/20060501_love_of_God.mp3

 
)

 

1. ความรักของพระเจ้าสำหรับพระบุตรของพระองค์

ประการแรก มีความรักของพระเจ้าสำหรับพระบุตรของพระองค์ และความรักของพระบุตรที่มีต่อพระบิดา

พระ​บิดา​ทรง​รัก​พระ​บุตร​และ​ทรง​มอบ​ทุก​สิ่ง​ไว้​ใน​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ (ยอห์น 3:35 THSV2011)

(พระเยซูตรัสว่า) แต่​เรา​ทำ​ตาม​ที่​พระ​บิดา​ทรง​บัญ​ชา​เรา เพื่อ​โลก​จะ​ได้​รู้​ว่า​เรา​รัก​พระ​บิดา... (ยอห์น 14:31 THSV2011)

ความรักของพระเจ้าสำหรับสมาชิกอื่น ๆ ของตรีเอกานุภาพนั้น แตกต่างจากความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา เพราะว่าไม่มีความบาปที่พระองค์จะต้องเอาชนะ แต่พระเจ้าทรงรักเรา พระองค์ทรงรักเราโดยไม่คำนึงถึงบาปของเรา พระเจ้าพระบิดามิได้ทรงรักพระบุตรโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด ๆ ทุกสิ่งเกี่ยวกับพระบุตรนั้นสมควรแต่ความรักของพระองค์อย่างยิ่ง

 

2. ความรักของพระเจ้าสำหรับสิ่งทรงสร้างของพระองค์

ประการที่สอง พระเจ้าทรงรักสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และทรงค้ำจุนสิ่งทรงสร้างด้วยความห่วงใยของพระองค์ แม้แต่เพื่อที่ศัตรูของพระองค์จะได้ใช้

ตัวอย่างเช่น

พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ดี​ต่อ​ทุก​คน และ​พระ​กรุ​ณา​ของ​พระ​องค์​อยู่​เหนือ​พระ​ราช​กิจ​ทั้ง​สิ้น​ของ​พระ​องค์ (สดุดี 145:9 THSV2011)

หรือใน มัทธิว 5:44-45 พระเยซูได้ตรัสสั่งเรา

44 แต่​เรา​บอก​พวก​ท่านว่า จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน และ​จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​บรร​ดา​คน​ที่​ข่ม​เหง​พวก​ท่าน
45 เพื่อ​ว่า​พวก​ท่าน​จะ​เป็น​บุตร​ของ​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์ เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​ให้​ดวง​อาทิตย์​ของ​พระ​องค์​ขึ้น​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ดี​และ​คน​ชั่ว​เสมอ​กัน และ​ให้​ฝน​ตก​แก่​คน​ชอบ​ธรรม​และ​คน​อธรรม (มัทธิว 5:44-45 THSV2011)

ดังนั้นความรักของพระเจ้าได้ขับเคลื่อนพระองค์ให้ประทานฝนและแสงอาทิตย์ในที่ที่ไม่สมควรจะได้รับ พระเยซูทรงเรียกสิ่งนี้ให้เป็นตัวอย่างแห่งความรักสำหรับศัตรูของพระองค์ และเป็นตัวอย่างของวิธีที่เราจะรักศัตรูของเรา

ไม่มีใครใช้ ยอห์น 3:16 ที่จะทำให้ความรักทั้งสองชนิดของพระเจ้านี้ลดค่าลงไป ดังนั้นเราได้รู้ถึง 3 วิธีที่พระเจ้าทรงรัก

  1. พระองค์ทรงรักพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่สมควรต่อความรักอย่างยิ่ง
  2. พระองค์ทรงรักสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และค้ำจุนสิ่งทรงสร้างแม้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อศัตรูของพระองค์
  3. พระองค์ทรงรักโลกโดยการส่งพระบุตรของพระองค์ และเปิดประตูแห่งชีวิตนิรันดร์ให้กับทุกคนที่วางใจในพระองค์

 

3. ความรักของพระเจ้าสำหรับผู้คนแห่งพันธสัญญาที่ได้รับการทรงเลือก

แต่ประสบการณ์แห่งความรักที่ล้ำค่าที่สุดยังไม่ได้ถูกอธิบาย นี่คือความรักของพระเจ้าที่ขับเคลื่อนพระองค์ให้ก้าวข้ามข้อเสนอที่ไม่คิดมูลค่าของพระกิตติคุณ และเลือกผู้คนสำหรับพระองค์เอง นำพวกเขามายังพระองค์เองในความเชื่อ และได้ทรงทำพันธสัญญานิรันดร์เป็นการส่วนตัวกับพวกเขา การที่คุณได้รู้ว่าคุณเองได้รับความรักด้วยวิธีนี้ เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

คุณสามารถเรียกว่าเป็นความรักแห่งการทรงเลือกของพระเจ้า หรือความรักที่นำให้บังเกิดใหม่ของพระเจ้า หรือความรักแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงทำมากกว่าการยื่นข้อเสนอด้วยความรักนี้ พระองค์ได้ทรงเอาชนะการดื้อดึงและการต่อต้านเพื่อที่ผู้คนที่พระองค์ทรงรักเหล่านี้จะรับข้อเสนอดังกล่าว

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "พระกิตติคุณจอห์น"

หัวข้อ "พระเจ้าทรงรักโลก ตอนที่ 2"

เมื่อวันที่ 10/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 7 February 2012

God So Loved the World, Part 2 - พระเจ้าทรง​​รักโลก ตอนที่ 2 (3)

To Every Human Being: "God Loves You"

We may, therefore, say to every human being, "God loves you. And this is how he loves you: He gave his Son to die, so that if you would believe, your sins would be forgiven and you would have eternal life."

That is what the love of God means and promises and does in John 3:16

 
. And that's why this verse has been so amazingly blessed of God over the centuries in bringing people to Christ and to salvation. It expresses what we love to call the free offer of the gospel. There are no limits to this offer: It goes out to all people of every ethnic group and every age and every socio-economic category and, best of all, to every degree of sinner—from the bad to the worst. "God so loved the world, that he gave his only Son, that whoever"—indiscriminate and universal—"believes in him should not perish but have eternal life."

So what's controversial about that? Nothing. Unless you try to make this expression of the love of God cancel out another expression of the love God—which is what many people do with this verse. This is a great sadness and robs the church of one of her great treasures.

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 


สำหรับมนุษย์ทุกคน: "พระเจ้าทรงรักคุณ"

ดังนั้น เราอาจจะกล่าวกับมนุษย์ทุกคน "พระเจ้าทรงรักคุณ และนี่คือวิธีที่พระองค์ทรงรักคุณ: พระองค์ทรงประทานพระบุตรของพระองค์มาสิ้นพระชนม์ เพื่อที่หากคุณจะวางใจในพระองค์ ความบาปของคุณจะได้รับการอภัย และคุณจะได้รับชีวิตนิรันดร์"

นั่นคือสิ่งที่ความรักของพระเจ้าหมายถึงและมอบคำสัญญาและกระทำในยอห์น 3:16 และนั่นคือเหตุผลที่พระคัมภีร์ข้อนี้จึงเต็มไปด้วยพระพรของพระเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ตลอดหลายศตวรรษ ในการนำผู้คนมายังพระคริสต์ และมายังความรอด สิ่งนี้แสดงถึงสิ่งที่เรารักที่จะเรียกว่า "ข้อเสนอที่ไม่คิดมูลค่าของพระกิตติคุณ" ไม่มีขีดจำกัดสำหรับข้อเสนอนี้: ข้อเสนอนี้ได้ออกไปยังผู้คนทุกคนในทุกเชื้อชาติและทุกอายุและทุกกลุ่มของสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุด คือ ข้อเสนอนี้ได้ไปยังคนบาปในทุกระดับ ตั้งแต่คนเลว จนถึงคนเลวที่สุด "พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก​ดัง​นี้ คือ​ได้​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ทุก​คน" -- ไม่มีการแบ่งแยก และเป็นสากล -- "​ที่​วาง​ใจ​ใน​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิรันดร์" (ยอห์น 3:16 THSV2011)

แล้วอะไรคือข้อโต้เถียงสำหรับสิ่งนี้? ไม่มีเลย ถ้าหากคุณไม่พยายามที่จะนำการสำแดงของความรักของพระเจ้านี้ ไปล้มล้างการสำแดงอื่นของความรักของพระเจ้า ซึ่งผู้คนมากมายได้ทำกับพระคำข้อนี้ นี่เป็นความเศร้าและได้ปล้นเอาทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งไปจากโบสถ์

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "พระกิตติคุณจอห์น"

หัวข้อ "พระเจ้าทรงรักโลก ตอนที่ 2"

เมื่อวันที่ 10/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Monday, 6 February 2012

God So Loved the World, Part 2 - พระเจ้าทรง​​รักโลก ตอนที่ 2 (2)

How God Loves the World

The question before us today is how God loves the world according to John 3:16

 
. Jesus says, "God so loved the world, that he gave his only Son, that whoever believes in him should not perish but have eternal life." It is so important that we let the Bible define what it means by love in any given passage. We should not bring all our assumptions about love and make the Bible mean what we think love must be.

From this verse, a few great things seem obvious.

  1. God loves the world—that is, he loves the great totality of fallen, sinful human beings.
  2. This love is of such a kind and such an intensity and such a magnitude that it moved God to give his Son to die for the world (John 10:17–18
     
    ).
  3. One incontestably clear purpose and effect of that love, and that giving of the Son, is that "whoever believes in him will not perish but have eternal life." In other words, this love opens a real door so that anyone who believes on the Son will enter eternal life.
  4. Therefore, this love is indiscriminate. It may be spoken to and promised to and applied to everyone without exception. Because what this love says is, "If you will believe in my Son, I will give you eternal life. I can do this justly because my Son has cancelled the debts of all who believe. If you believe, your sins are cancelled. My love for you is this: I gave my Son so that trusting him is the only condition for living with me forever."

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 


พระเจ้าทรงรักโลกอย่างไร?

คำถามที่อยู่ต่อหน้าเราในวันนี้ ก็คือว่า พระเจ้าทรงรักโลกอย่างไร จากพระธรรมยอห์น 3:16

พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก​ดัง​นี้ คือ​ได้​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ทุก​คน​ที่​วาง​ใจ​ใน​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิรันดร์ (ยอห์น 3:16 THSV2011)

เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะให้พระคัมภีร์ระบุว่าความรักในแต่ละข้อพระคัมภีร์ใด ๆ ที่กล่าวมานั้นหมายถึงอะไร เราไม่ควรนำเอาสมมติฐานทั้งหมดของเราเกี่ยวกับความรัก และทำให้พระคัมภีร์หมายถึงสิ่งที่เราคิดว่าความรักจะต้องเป็น

จากพระคัมภีร์ข้อนี้ มีบางสิ่งที่ดูเหมือนจะชัดเจน

  1. พระเจ้าทรงรักโลก นั่นคือ พระองค์ทรงรักมนุษย์ทั้งหมดซึ่งล้มลงและเป็นคนบาป
  2. ความรักนี เป็นความรักชนิดที่มีความจริงจังมาก และยิ่งใหญ่มากเพียงพอ ที่นำให้พระเจ้าทรงประทานพระบุตรให้สิ้นพระชนม์เพื่อโลกนี้

17 เพราะ​เหตุ​นี้​พระ​บิดา​จึง​ทรง​รัก​เรา เพราะ​เรา​สละ​ชีวิต​ของ​เรา​เพื่อ​จะ​รับ​ชีวิต​นั้น​คืน​มา​อีก
18 ไม่​มี​ใคร​ชิง​ชีวิต​ไป​จาก​เรา​ได้ แต่​เรา​สละ​ชีวิต​ตาม​ที่​เรา​ตั้ง​ใจ​เอง เรา​มี​สิทธิ​อำ​นาจ​ที่​จะ​สละ​ชีวิต​นั้น​และ​มี​สิทธิ​อำนาจ​ที่​จะ​รับ​คืน​มา​อีก คำ​กำ​ชับ​นี้​เรา​ได้​รับ​มา​จาก​พระ​บิดา​ของ​เรา (ยอห์น 10:17-18 THSV2011)

  1. วัตถุประสงค์และผลหนึ่งที่ชัดเจนและโต้เถียงไม่ได้ของความรักนั้น และการที่ทรงประทานพระบุตรนั้น ก็เพื่อที่ "ทุก​คน​ที่​วาง​ใจ​ใน​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิรันดร์" อีกนัยหนึ่งก็คือ ความรักนี้ได้เปิดประตูที่แท้จริง เพื่อที่ทุกคนที่วางใจในพระบุตรจะได้รับชีวิตนิรันดร์
  2. ดังนั้น ความรักนี้จึงไม่มีการแบ่งแยก ความรักนี้อาจจะถูกกล่าวถึง และถูกใช้ในคำสัญญาให้กับ และถูกนำไปประยุกต์ใช้กับทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะสิ่งที่ความรักนี้กล่าวก็คือ "ถ้าหากเจ้าวางใจในบุตรของเรา เราจะให้ชีวิตนิรันดร์แก่เจ้า เราสามารถทำสิ่งนี้อย่างเที่ยงธรรม เพราะว่าบุตรของเราได้ยกหนี้ของทุกคนที่วางใจ ถ้าเจ้าวางใจ บาปของเจ้าก็ได้รับการยกเลิก ความรักของเราสำหรับเจ้าคือสิ่งนี้ เราได้ให้บุตรของเรา เพื่อที่การวางใจในท่าน เป็นเงื่อนไขเดียวเท่านั้นสำหรับการอยู่กับเราตลอดไป"

 

ศจ. ดร. จอห์น ไพเพอร์

คำเทศนาในชุด "พระกิตติคุณจอห์น"

หัวข้อ "พระเจ้าทรงรักโลก ตอนที่ 2"

เมื่อวันที่ 10/05/2009

 

By John Piper. © DesiringGod. Website: desiringGod.org

 

For original passage, including audio or video files, please visit http://www.desiringgod.org/resource-library/sermons/god-so-loved-the-world-part-2

 
.

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ