Thursday, 30 June 2011

ความหวัง (5/7)

 

21 ข้าพเจ้าหวนคิดขึ้นมาได้
ข้าพเจ้ามีความหวังขึ้นเมื่อคิดได้ว่า
22 ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง
และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด
23 เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า
ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก
24 จิตใจของข้าพเจ้าว่า 'พระเจ้าทรงเป็นส่วนของข้าพเจ้า
เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจะหวังในพระองค์'
25 พระเจ้าทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์อยู่
และทรงดีต่อคนที่แสวงพระองค์
26 เป็นการดีที่จะหวังใจและรอคอย
ความรอดจากพระเจ้า (บทเพลงคร่ำครวญ 3:21-26)

เยเรมีย์ไม่เคยคิดสั้น ท่านรำพึงรำพันตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 20 แต่พอเข้าข้อ 21 ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ขอที่เราผ่านข้อ 1, 2, 3 ขอที่เราจะเดินต่อไปเรื่อย ๆ แม้ว่าไปถึง 16-17 จะยังไม่เห็นอะไรเลย หากเราถึง 19, 20 แล้วจะขอเลิก แม้อุตส่าห์ขมขื่นมานาน ทนมาตลอด พอจะก้าวปีถัดไปก็ยอมแพ้ ก็จะไม่พบความหวัง หากเพียงแต่เราก้าวต่อไปจนถึงข้อ 21 เราก็จะพบกับความหวัง
ตราบใดมีพระเจ้า ตราบนั้นก็มีความหวัง
ร้านแมงป่อง เจ้าของเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่อุบัติเหตุทำให้สามีเสียชีวิต ต่อมาภรรยาก็พบกับความสิ้นหวัง เธอเคยมีครอบครัวที่ดี มีลูกที่รัก แต่ต้องกลายเป็นแม่หม้าย สุดท้ายก็แต่งงานใหม่กับผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า
สามีใหม่ของเธอก็มีรูปเคารพมากมาย จนเธอทิ้งพระเจ้าไป 16 ปี ธุรกิจก็ก้าวหน้าเป็นพันล้าน จนเปลี่ยนชื่อบริษัท และขยายสาขา
1 ปีที่ผ่านมา เธอกลับมาในวงการคริสเตียน และส่งลูกมาเรียนพระคัมภีร์ เธอคิดว่าเธออยากกลับมาหาพระเจ้า เธอได้สร้างรูปเคารพไว้ทั่วประเทศ แต่เมื่อปีที่ผ่านมา พระเจ้าตรัสกับเธอในใจ "ลูกเอ่ย กลับบ้านได้แล้ว" แค่ประโยคสั้น ๆ เธอจึงคิดถึงเพื่อนเก่า และไปโบสถ์แห่งนั้น ข้าพเจ้าไปเทศนาที่นั่นพอดี และเพื่อนของเธอแนะนำเธอให้รู้จักกับข้าพเจ้า
เธอเริ่มมาที่เซลล์ และเริ่มเรียนพระคัมภีร์ แล้วค่อยมาโบสถ์วันอาทิตย์ และต่อมาขอร้องให้ข้าพเจ้าเปิดเซลล์ที่สำนักงานแมงป่อง เชิญพนักงานทุกคนมาร่วมเซลล์ มีลูกเซลล์ 40 คน ใช้เวลาตอนพักกลางวัน ที่ผ่านมามีคนรับเชื่อ 10 กว่าคน และเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เธอเป็นพยาน
ตอนที่เธอกลับมาหาพระเจ้า เธอกลับมาพร้อมหนี้ก้อนหนึ่ง มูลค่า 700 ล้าน พนักงานทั่วไปไม่รู้ แต่ฝ่ายบัญชีรู้ดี แต่ภายในเพียง 1 ปีที่กลับมาหาพระเจ้าพร้อมกับความสิ้นหวัง พระเจ้าก็ทรงเคลียร์หนี้ให้เธอ 700 ล้านหมดสิ้น
ถ้าเราเป็นหนี้เพียงเท่านี้ อาจฆ่าตัวตายไปแล้ว แต่เธอสู้อย่างมาก ไม่ให้คนอื่นตกใจ และตอนนี้เธอเปลี่ยนจากคนหม่นหมอง กลายเป็นคนร่าเริง ขอบคุณพระเจ้า ที่คนเป็นหนี้ 700 ล้านยังมีความหวัง ดังนั้นขอที่เราจะไม่หมดหวัง ขอที่เราจะต่อสู้ต่อไป และพึ่งพาพระเจ้า
ขณะนี้เหลือร้านเพียงแค่ 60 กว่าร้าน แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าตอนที่มีหลายร้อยร้าน พระเจ้าประทานสติปัญญาให้กับเธอ และพระเจ้าทรงนำทั้งสิ้น สิ่งที่เธอทำเพียงรักพระเจ้า และรอคอยพระองค์

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
คำเทศนาการนมัสการรอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง ความหวัง
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Wednesday, 29 June 2011

ความหวัง (4/7)

ไม่ว่าเราจะเจออะไร เรามีความหวังในพระเจ้าเสมอ ถ้าเราเชื่อเราก็มีความหวังแน่นอน
น่าแปลกใจที่หลายคู่ที่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ แต่กลับเป็นคู่สามีภรรยาที่ดีต่อกันไม่ได้
ข้าพเจ้าได้พบหลายคู่ที่สิ้นหวัง แต่คู่ใดที่ยินดีเข้าหลักสูตร ตั้งใจให้ดีขึ้น ทุกคู่จะมีความหวังทั้งสิ้น แต่ถ้าคู่ใดที่สิ้นหวัง แต่ไม่ต้องการให้ช่วยแล้ว ก็คงจะช่วยไม่ได้
คนอิสราเอลสิ้นหวัง เจอปัญหา ขมขืน เหมือนไม่มีทางออก อธิษฐานแล้วพระเจ้าก็ไม่ตอบ แต่ความจริง คือ พระเจ้าทรงตอบ
พระเจ้าอาจทรงตอบอย่างที่เราไม่อยากฟัง หรือไม่คิดจะได้ยิน เราจึงคิดว่าพระเจ้าไม่ตอบ หลายครั้งพระเจ้าตอบแล้วแต่เราดันทุรังที่จะทำสิ่งที่เราต้องการ ต้องการคำตอบอย่างที่ต้องการได้ยิน จนต้องพบความเจ็บปวดโดยที่ไม่จำเป็น
ดูเหมือนพระเจ้าโหดร้าย พวกอิสราเอลขมขื่นมาก เจ็บปวดยากลำบาก สุดที่จะบรรยาย สุดที่จะรับได้ เป็นภาพให้เห็นชัดเจน คิดว่าพระเจ้าจะช่วยแต่กลับเจอหนักกว่าเดิม สิ้นหวังอย่างแท้จริง
คนที่ไม่เคยเจอความสิ้นหวัง อาจไม่เข้าใจ แต่คนที่เคยเจอ คงจะเข้าใจว่าสภาวะเช่นนี้เป็นเช่นไร เข้าใจว่าสภาวะที่สิ้นหวังไม่มีหนทางเป็นเช่นไร แต่การทำร้ายตัวเอง ไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้น

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
คำเทศนาการนมัสการรอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง ความหวัง
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 28 June 2011

ความหวัง (3/7)

คริสตจักรของข้าพเจ้า มีสมาชิกพยายามฆ่าตัวตาย และก็มีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ
1. สำเร็จ
อนุชนคนหนึ่ง เป็นนักดนตรี เขามีความทุกข์ใจบางอย่าง สุดท้ายออกจากโบสถ์หนึ่ง แล้วเดินทางไปตามโบสถ์ต่าง ๆ ย้ายไปเรื่อย ๆ เขาประสบกับภาวะซึมเศร้า แล้วสุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย โดยการเอากระเป๋าเป้ เอาหินใส่เป้ แล้วกระโดดแม่น้ำ น่าสะเทือนใจ
การฆ่าตัวตาย เป็นบาปยิ่งกว่าการฆ่าคนอื่นตาย เมื่อเราฆ่าคนอื่นตาย เราทำร้ายเขา แต่เมื่อเราฆ่าตัวตาย เราฆ่า 1 ชีวิตตาย ทำให้คนรอบข้างเจ็บปวดมาก และเรากำลังกล่าวหาพระเจ้าว่าพระองค์ไม่สามารถดูแลชีวิตเราได้
หากเราฆ่าตัวตายแล้ว ต่อหน้าพระเจ้าเราจะให้การกับพระองค์เช่นไรได้?
2. ไม่สำเร็จ
มีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ได้มาที่คริสตจักร ตอนแรกจะมาเชิญศิลปินไปออกงานแต่งงานของน้อง พร้อมให้ค่าตัวไม่อั้น แต่ศิลปินที่ท่านมาเชิญนั้นไม่ว่าง ศิลปินคนนั้นเลยเล่าเรื่องพระเจ้าให้ท่านฟังแทน และท่านก็สนใจเรื่องพระเจ้า จนได้รับเชื่อพระเยซูคริสต์
แต่อยู่ ๆ หลังรับเชื่อไม่นาน มีคำสั่งขอให้ท่านย้ายไปเป็นผู้ช่วยทูตทหารประจำต่างประเทศประเทศหนึ่ง ท่านไม่อยากออกจากประเทศไทย และท่านก็ต้องการใช้เงิน ท่านจึงได้พยายามติดต่อเพื่อนที่เป็นลูกหนี้ แต่กลับติดต่อไม่ได้เลย ท่านผิดหวังเรื่องการโยกย้าย ผิดหวังเรื่องเพื่อน และมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง
ในที่สุด ท่านก็ซื้อยาฆ่าแมลง และฉีดสเปรย์ นอนสูด ตื่นมาอีกทีก็ไม่ตาย ท่านจึงเดินไปหยิบปืน เตรียมที่จะยิงตัวตาย แต่คิดไปคิดมา กลัวยิงพลาด ไม่ตายแต่กลับเป็นอัมพาต ต้องพิการ ท่านจึงตัดสินใจโทรหาผู้ที่จะพูดคุยได้ จึงตัดสินใจคนคนหนึ่ง ที่เขาได้เคยพูดคุยขณะที่ท่านเป็นผู้เชื่อใหม่
เขาคนนั้นงานยุ่งมาก แต่เวลาที่ท่านโทรไป เขาก็ว่างพอดี จึงได้เตือนสติ และท่านก็ได้โทรหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้หนุนใจเตือนสติแก่เขา
ท่านก็คิดได้ว่า มีเพื่อนมากมาย มีพระเจ้า มีปัจจัยมากมายมากลบเหตุผลที่จะทำให้ไม่ฆ่าตัวตาย
ท่านได้มางานอีสเตอร์ และได้ไปที่กลุ่มเซลล์ในวันอังคารถัดมา ท่านมีท่าทีเปลี่ยนไป ท่านบอกมีความสุขที่สุดในชีวิต
  1. โผโยกย้ายเปลี่ยนแปลง ได้รับตำแหน่งที่อยากจะทำ
  2. เพื่อนโทรมาขอโทษว่าไม่มีเงินจะจ่าย แต่จะจ่ายส่วนหนึ่งก่อน
คนบางคนสิ้นหวัง ซึ่งต้องการใครสักคนที่จะให้ความหวัง ในความสิ้นหวัง เพียงวูบเดียว อาจตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่น่าทำ
ถ้าพบว่าใครสิ้นหวัง ขอที่เราจะใส่ใจด้วย เพราะถ้าหากว่าเขาตัดสินใจคิดสั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างมาก

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
คำเทศนาการนมัสการรอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง ความหวัง
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Monday, 27 June 2011

ความหวัง (2/7)

 

1 ข้าพเจ้าเป็นคนที่ได้เห็นความทุกข์ใจ
โดยไม้เรียวแห่งพระพิโรธของพระองค์
2 พระองค์ทรงนำและพาข้าพเจ้ามา
ในความมืดและไม่ใช่ในความสว่าง
3 แท้จริงพระองค์ทรงพลิกพระหัตถ์ ของพระองค์
ต่อสู้ข้าพเจ้าอยู่ตลอดวันร่ำไป
4 เนื้อและหนังข้าพเจ้า พระองค์ทรงกระทำให้ซูบซีดไป
พระองค์ทรงหักกระดูกข้าพเจ้าแล้ว
5 พระองค์ทรงสร้างรั้วขังข้าพเจ้า
ทรงเอาความขมขื่นและความทุกข์ยากลำบากล้อมข้าพเจ้าไว้
6 พระองค์ได้ทรงบังคับข้าพเจ้าให้อยู่ในที่มืด
ดุจคนที่ตายนานแล้ว
7 พระองค์ทรงกระทำรั้วล้อมข้าพเจ้าไว้ เพื่อจะกักไม่ให้ออกไปได้
พระองค์ทรงตีตรวนหนักล่ามข้าพเจ้าไว้
8 ยิ่งกว่านั้น เมื่อข้าพเจ้าร้องกราบทูลขอความช่วยเหลือ
พระองค์มิทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพเจ้า
9 พระองค์ทรงล้อมข้าพเจ้า ด้วยก้อนหินที่สกัด
พระองค์ทรงกระทำให้หนทางข้าพเจ้าคดเคี้ยวไป
10 ทีข้าพเจ้า พระองค์ทรงทำท่าดุจหมีคอยตระครุบ
และดั่งสิงห์แอบซุ่มอยู่ในที่ลับ
11 พระองค์ทรงพาข้าพเจ้าเชือนไปจากทางของข้าพเจ้า และฉีกข้าพเจ้าเป็นชิ้นๆ
พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้า ถูกทิ้งร้าง
12 พระองค์ทรงโก่งธนูของพระองค์
และเอาข้าพเจ้าตั้งเป็นเป้า สำหรับลูกธนู
13 พระองค์ทรงเอาลูกธนูในแล่งของพระองค์
ยิงเข้าในหัวใจของข้าพเจ้าแล้ว
14 ข้าพเจ้าได้กลายเป็นขี้ปากให้ชนชาติ ทั้งหลายหัวเราะเยาะ
เป็นเนื้อเพลงให้เขาร้องเล่นวันยังค่ำ
15 พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้าบริโภคผักรสขมจนช่ำ
พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้าเอือมด้วยบอระเพ็ด
16 พระองค์กระทำให้ฟันข้าพเจ้าเคี้ยว ก้อนกรวด
และทรงเหยียดข้าพเจ้าให้อยู่ใน กองขี้เถ้า
17 จิตวิญญาณของข้าพเจ้าขาดความสงบสุข
จนข้าพเจ้าลืมความสำราญว่าเป็นอะไร
18 ข้าพเจ้าจึงว่า "ศักดิ์ศรีของข้าพเจ้า สูญไปแล้ว
และความหวังในพระเจ้าก็ดับหมด"
19 ขอทรงจำความทุกข์ใจและความถูกบีบคั้นของข้าพเจ้า
อันเป็นบอระเพ็ดและดีหมี
20 จิตวิญญาณของข้าพเจ้ายังนึกถึงเนืองๆ
และต้องค้อมลงภายในตัวข้าพเจ้า (บทเพลงคร่ำครวญ 3:1-20)

เราอาจประสบวิกฤติในชีวิต จนเกิดความขมขื่นใจ ดังเช่นที่อิสราเอลกำลังเผชิญอยู่ขณะนั้น พระเจ้ากำลังจะพิพากษาอิสราเอลเพราะความบาป มองแล้วน่าทุกข์ใจ เยเรมีย์มีความทุกข์ใจ ไม่เห็นทางออก
เราเคยพบวิกฤติในชีวิตหรือไม่? คนที่อายุมากก็เจอมาก อายุน้อยก็เจอน้อย บางคนเจอมาก บางคนเจอน้อย คนที่เจอวิกฤติก็จะแกร่งกว่า คนที่ไม่เคยเจอความยากลำบาก เมื่อต้องพบกับความยากลำบาก ก็จะแย่กว่า
บางคนฐานะดี การศึกษาดี แต่กลับทุกข์เรื่องการเรียน ทุกข์เรื่องอื่น ๆ แม้ว่าโดยองค์รวมไม่น่าจะมีความทุกข์ และเมื่อเจอปัญหาหนัก แล้วหาทางออกไม่ได้ ซึ่งเราอาจจะเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ คือได้ร้องขอต่อพระเจ้า แต่เหมือนว่าพระเจ้าจะไม่ตอบอีก

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
คำเทศนาการนมัสการรอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง ความหวัง
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Saturday, 25 June 2011

ความหวัง (1/7)

ในพระคัมภีร์มีหลายชุดที่ประกอบด้วย 3 อย่าง เช่น ตรีเอกานุภาพ และความหวังก็เป็นหนึ่งในชุดสามที่ประกอบไปด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรัก
ที่ไหนที่ไม่มีความเชื่อ ที่นั่นก็ไม่มีความหวัง และที่ใดไม่มีความหวัง ก็บ่งบอกว่าที่นั่นไม่มีความเชื่อ พราะคนที่เชื่อพระเจ้าจะมีความหวัง
ถ้าใครจะกล่าวว่าเชื่อพระเจ้า แต่เมื่อเจอปัญหาแล้วบอกว่าหมดหวัง คำพูดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธสิ่งที่กล่าวไว้เมื่อตอนต้น
ภาษามีทั้งวัจนภาษา (verbal) และอวัจนภาษา (nonverbal) ทุกครั้งที่ทั้งสองอย่างขัดกัน คนจะเชื่ออวจนภาษา
เราเป็นผู้เชื่อ เราจะพูดกี่พันครั้งก็ได้ว่าเชื่อพระเจ้า รักพระเจ้า แต่ถ้าเราไม่มีความหวัง ไม่ว่าจะความหวังด้านการเรียนต่อ ความหวังด้านการงานและธุรกิจ หรือความหวังด้านความรัก และการแสดงออกหรือพฤติกรรมบอกว่าสิ้นหวัง ความเชื่อเราก็ไม่เป็นจริง
ในพระคัมภีร์ มีเรื่องราวของคนที่มีความเชื่อมากมาย ที่พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้สิ้นหวัง ดังปรากฏในพระธรรมบทเพลงคร่ำครวญ บทที่ 3
นี่เป็นเรื่องราวของเยเรมีย์ พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ไปบอกคนมากมายให้เปลี่ยนพฤติกรรมและกลับใจใหม่ ซึ่งเป็นงานยาก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่คิดกลับใจ ไม่คิดเปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศย่ำแย่ย่อยยับ ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบากเพราะประชาชนทำบาปมากมาย
ไม่แน่เราอาจได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ในประเทศไทย ที่คนนับถือศาสนาเพียงแค่ปาก คนส่วนใหญ่กลับไม่มีศาสนา
จากพระคำตอนนี้ อ่านแล้วดูเหมือนหดหู่ แต่ขอที่เราจะอ่านต่อในข้อ 21-26 แล้วเราจะพบได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปจากข้อ 1-20 เพราะตั้งแต่ข้อ 21 ท่านเยเรมีห์มีแต่ความหวังใจ
ความหวัง คือ คาดคิดด้วยความใส่ใจ คนเราทุกคนมีความคาดหวัง หรือความหวังใจ

ศจ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
คำเทศนาการนมัสการรอบบ่าย คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง ความหวัง
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Friday, 24 June 2011

การนมัสการ (7/7)

พระเจ้าทรงสถิตใกล้ทุกคนที่ร้องทูลพระองค์ ทุกคนที่ร้องทูลพระองค์ด้วยใจจริง (สดุดี 145:18)
เมื่อเรานมัสการ เราจะรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย เพราะพระคำของพระเจ้ากล่าวไว้เช่นนั้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อเรานมัสการ
การนมัสการพระเจ้า จะช่วยให้เราลงลึก เราจะหิวกระหายหาพระเจ้ามากขึ้น อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉยชา อย่าปล่อยตัวเองกับกระแสของงาน หรือกระแสของทีวี ความบันเทิงทั้งหลาย
มีคำกล่าวว่า "Garbage in, Garbage out" หากเราดูละครน้ำเน่ามาก ๆ เราจะเริ่มคิดอะไรไม่ค่อยดี
ขอที่เราจะนมัสการพระเจ้า แม้บางครั้งเวลาของเราอาจน้อย แต่ขอที่เราจะจัดเวลาให้กับการนมัสการ
เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ และไม่ได้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตัวในกระจกเงา (ยากอบ 1:23)
ถ้าเรารู้ว่าดี แต่ไม่ได้ทำ เราก็เป็นเช่นนี้ เพราะเราไม่ได้ให้พระคำของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา
การนมัสการเป็นสิ่งที่สุดยอด ไม่ต้องรอให้ใครเชิญเราไป แต่เราสามารถนมัสการได้เป็นการส่วนตัว
วันหนึ่ง ในวัน good Friday วันนั้นคนไม่เยอะมาก ความใกล้ชิดจึงมีมาก โบสถ์แห่งนั้นทำกิจกรรมแบบเรียบง่าย แต่เมื่อข้าพเจ้ากลับมา ข้าพเจ้ารู้สึกไม่อิ่ม อยากนมัสการอีก
เนื่องจากห้องนอนของข้าพเจ้าติดกับห้องนอนของน้อง ๆ และข้าพเจ้าก็สั่งว่าสี่ทุ่มครึ่งจะต้องปิดไฟและนอนหลับ แต่วันนั้น ข้าพเจ้าได้หยิบกีตาร์ และร้องเพลงเสียงดัง น้องคนหนึ่งทนไม่ไหว ก็หยิบกีตาร์มานมัสการพระเจ้าร่วมกันกับข้าพเจ้า
ที่บ้านของข้าพเจ้า ทุกเช้าจะมีการนมัสการพระเจ้า บ่อยครั้งข้าพเจ้ารู้สึกว่าน้อง ๆ หนืดมาก ต้องค่อย ๆ ลากขึ้นภูเขา แต่ข้าพเจ้าก็ต้องช่วย เพราะสิ่งที่ติดตัวมากับเขา คือเขาเหล่านั้นจะมี self-esteem ที่ต่ำมาก การนมัสการจะทำให้เขาจดจ่อที่ความจริง ว่าเขาทุกคนมีค่า แม้แต่คนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนก็สัมผัสได้ว่าการนมัสการช่วยเขาให้ดีขึ้น การนมัสการเป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้เราเติบโต
แม้เราอาจไม่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ ก็ไม่เป็นไร แต่ให้เรารู้ว่าเรามี และจิตวิญญาณเรารอด และเมื่อเรานมัสการพระเจ้า เราจะเข้าใจในสิ่งเหล่านี
 
อ. ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 01/05/2011
เรื่อง การนมัสการ

 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Wednesday, 22 June 2011

การนมัสการ (6/7)

เรานมัสการในบริบทใดก็ได้ บางครั้งเราอาจรู้สึกการร้องเพลงชีวิตคริสเตียนช่างแสนจะน่าเบื่อ ช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้าอดอาหารอธิษฐาน วันหนึ่ง มีการเทศนาและมีการนมัสการดังเช่นทุกครั้ง มีการร้องเพลงชีวิตคริสเตียนเช่นทุกครั้ง ซึ่งปกติข้าพเจ้าจะรู้สึกเบื่อ แต่ในวันนั้น ข้าพเจ้ากลับมีสภาพที่ถ่อมใจมาก ข้าพเจ้าร้องเพลง และรู้สึกว่าการนมัสการนั้นดีมาก ไม่อยากให้เพลงจบ และในการเทศนา ข้าพเจ้าก็ได้รับพระพรมาก เพราะข้างในของข้าพเจ้าเปิดมาก เมื่อพระเจ้าตรัส เราจะสามารถเก็บในสิ่งที่ปกติเราเก็บไม่ได้ เพราะเราหิวกระหาย เรายอม เราอยู่ในสภาพที่ถ่อมใจ การนมัสการคือสิ่งนี้ และเป็นของแต่ละคน
คนนำนมัสการที่เก่ง อาจสามารถจับบรรยากาศ และดึงที่ประชุมให้เข้าสู่การนมัสการ เขาจะจับได้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ และนำนมัสการไปตามการทรงสถิตของพระเจ้า แล้วทุกคนจะสัมผัสได้ แม้ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผล
เมื่อเราแสดงความรัก เราจะต้องพบหน้ากับคนคนนั้น การนมัสการก็เป็นการที่เราแสดงความรักต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ในการนมัสการเราจะต้องพบพระเจ้า
บางครั้ง เมื่อนมัสการในคริสตจักร ตัวนมัสการ แต่ในความคิดกลับคิดเรื่องอื่น นี่ไม่ใช่การนมัสการ
การนมัสการ ที่ลึกที่สุด จิตวิญญาณของเราจะอยู่กับพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ชม และเราแสดงความรู้สึกทั้งหมดของเราแด่พระองค์ และเมื่อเราให้พระองค์ พระองค์ก็ทรงรับการนมัสการ
พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์ (สดุดี 16:11)
ในการนมัสการเราจะพบพระองค์ และภายในเราจะมีสันติสุข รู้สึกอิ่มใจ
ผู้นำนมัสการระดับโลก มักจะมีหน้าตาดี ดูไม่แก่ แม้อายุจะเยอะ เพราะเขาจะมีความสุข หน้าตาอิ่มเอิบ ซึ่งนี่เป็นผลพลอยได้
พระเจ้าปรารถนาความสัมพันธ์กับเรา และการนมัสการก็เป็นประตูหนึ่งที่เราจะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ลึกซึ้ง
ใครเคยนมัสการพระเจ้าส่วนตัวบ้าง? เราสามารถนมัสการพระเจ้าส่วนตัวได้ อาจใช้ซีดีอะไรก็ได้ อะไรที่เราอยากเทออกมาให้พระเจ้า ให้เราปลดปล่อยออกมาให้หมด เพราะยิ่งเราปลดปล่อย เราจะพบว่าภายในของเราได้รับการเติมเต็ม
เมื่อเราร้องสุด ๆ ทุกสิ่งข้างในของเราจะได้รับการปลดปล่อย โบยบิน มีเสรีภาพ การนมัสการพระเจ้าส่วนตัวจะช่วยเรามาก การนมัสการที่โบสถ์อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากปัจจัยหลายสิ่ง แต่การนมัสการพระเจ้าส่วนตัวจะเป็นการตอบชีวิตของเรา
เราสามารถนมัสการพระเจ้าได้ในทุกเวลา ไม่ว่าจะขับรถ อยู่บนรถไฟฟ้า สิ่งนี้จะช่วยเรามาก เพื่อที่เราจะสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า

อ. ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 01/05/2011
เรื่อง การนมัสการ
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 21 June 2011

การนมัสการ (5/7)

คำว่านมัสการ ภาษากรีก ให้ความหมายว่า การแสดงความรัก ความจงรักภักดี เหมือนสุนัขเลียมือนาย เป็นการแสดงความรักต่อผู้ที่สูงส่งกว่าเรา เป็นความรักความเทิดทูน
ข้าพเจ้ามีสุนัขผู้ใหญ่ และสุนัขเด็ก ข้าพเจ้าชอบลูบหัวสุนัข แสดงความรัก ชอบแจกขนมกับเด็ก บางครั้งเด็ก ๆ และสุนัขก็วิ่งมาพร้อมกัน ข้าพเจ้าพบว่าทุกครั้งที่ข้าพเจ้าไป สุนัขจะพยายามวิ่งเข้ามาและเลียมือของข้าพเจ้า แสดงความจงรักภักดี
แต่ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่บ้านของข้าพเจ้าเคยบอกกับข้าพเจ้าว่า สุนัขไม่เคยยุ่งกับเขาเลย เพราะเขาไม่เคยยุ่งกับมัน เนื่องจากเขามีลูกอ่อน
ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงความหมายของการนมัสการ การนมัสการเป็นการแสดงความรักต่อพระเจ้า เหมือนกับการที่สุนัขเลียมือเจ้านาย
เราเป็นบุตรของพระเจ้า พระวิญญาณเป็นพยานว่าเราเป็นบุตรของพระองค์ และการนมัสการเป็นการแสดงความรักต่อพระองค์ เราจึงสามารถนมัสการพระเจ้าได้ลึกเท่ากับที่เรารักพระองค์ เราไม่สามารถนมัสการพระเจ้าได้ไกลกว่านั้น ถ้ามากกว่านั้นจะเป็นการแสดง ไม่ใช่การนมัสการ การนมัสการเป็นการแสดงความรักของเราออกมา ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง หรือเป็นการเต้นรำก็ตาม
ถ้าเราได้เข้าร่วมสัมมนา เราจะพบมีการนมัสการด้วยการเต้นรำ และการโบกธง ซึ่งเป็นการบันดาลใจที่ดี บางทีก็มีการนมัสการด้วยการวาดรูป ซึ่งใจของเขาจะจดจ่อในการวาดรูป หรืออาจนมัสการด้วยดนตรี
การนมัสการไม่ใช่สิ่งที่ใช้คั่นเวลารอคน ไม่ใช่เอาไว้เติมให้กำหนดการของเราเต็ม ไม่ได้เอาไว้เพื่อรวมคนให้เป็นหนึ่ง แต่เป็นการที่เราแต่ละคนจะแสดงความรักต่อพระเจ้า

อ. ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 01/05/2011
เรื่อง การนมัสการ
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Monday, 20 June 2011

การนมัสการ (4/7)

ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปแบ่งปันในค่ายแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าสอน workshop เรื่อง การอธิษฐาน และสงครามฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมีคนร่วมกว่า 400 คน หลังจากเสร็จจากค่าย เมื่อข้าพเจ้ากลับถึงบ้าน ข้าพเจ้าก็พบว่าน้องในบ้านก็มีปัญหาทะเลาะกัน ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าทำในสิ่งที่เป็นเรื่องของฝ่ายวิญญาณ ก็จะมีเรื่องเกิดขึ้นเสมอ
ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ทำการปลดปล่อยฝ่ายวิญญาณ ซึ่งบางคนมอบตัวให้กับพระกว่าร้อยชื่อ มีเบื้องหลังเต็มไปด้วยเรื่องของวิญญาณ เห็นผีเป็นประจำ พวกเราที่อยู่ในคริสตจักร เราได้รับการปกป้อง เลยไม่ค่อยมีประสบการณ์ เพราะมีการปกป้องที่ดี แต่คนเหล่านั้นจะไวต่อเรื่องวิญญาณมาก หลังจากข้าพเจ้าอธิษฐานให้กับเขา เมื่อกลับบ้านข้าพเจ้าก็ขอพระเจ้าปกป้องข้าพเจ้ากับสามีของข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน และพบว่าในคืนนั้น น้องในบ้าน 2 คนฝันเห็นผีพร้อมกัน เหมือนกัน
เมื่อข้าพเจ้าทำสิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ ข้าพเจ้าเดาได้ว่าจะมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น บางครั้งถึงขนาดที่น้องในบ้านถูกผีเข้า
พระเจ้าไม่ได้ให้เราไปตีรันฟันแทงกับวิญญาณชั่ว แต่พระเจ้าให้เราต่อสู้กับมัน
เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ (เอเฟซัส 6:12)
เรามีจิตวิญญาณข้างในที่สามารถติดต่อกับพระเจ้า ในการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง เราจะได้รับการสำแดงและแตะต้องจากพระเจ้าว่าเราเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ และพระองค์ทรงรักเรา
เวลาที่เราแสดงความรัก เช่น ลูกแสดงความรักต่อพ่อ พ่อจะอยากแสดงออกกลับหาลูกหรือไม่? พระเจ้าทรงตอบสนองเราในการนมัสการ และมิติที่จะทำให้การนมัสการตื่นเต้น คือ เมื่อเรานมัสการและสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา
ไม่ว่าใครจะแบ่งปันเช่นไรถึงประสบการณ์ สิ่งเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบที่ดี ทำให้เรารู้สึกว่าการนมัสการพระเจ้าเป็นสิ่งดีเยี่ยม แต่พระเจ้าต้องการส่วนลึกที่สุดของเราที่จะนมัสการ เพราะนี่เป็นแก่นที่สุด
หลายครั้งข้าพเจ้ามีประสบการณ์ในการนมัสการที่ประทับใจ ครั้งเหล่านั้นมักจะเป็นช่วงของการนมัสการที่ข้าพเจ้าจดจ่อมาก จนข้าพเจ้าลืมไปเลยว่าคนรอบข้างเป็นเช่นไร มีเพียงแต่พระเจ้าอยู่ข้างหน้า
หนังสือ Audience of One ได้กล่าวถึงว่า การนมัสการจะตรงต่อพระเจ้า และประสบการณ์ในการนมัสการที่สุดยอดของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ทั้งหมดในชีวิตเรา ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และข้าพเจ้าสัมผัสเสมอว่าพระเจ้าอยู่ข้างหน้าจริง ๆ
เมื่อเราฟังเรื่องการนมัสการ ความใฝ่ฝันของเรา คือเราอยากจะลงลึกกับพระเจ้า และพระเจ้าต้องการที่จะให้เราจะเข้าลึก ๆ กับพระองค์ พระองค์ทรงต้องการพาเราไป

อ. ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 01/05/2011
เรื่อง การนมัสการ
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Saturday, 18 June 2011

การนมัสการ (3/7)

เราเป็นบุตรของพระเจ้าใช่หรือไม่? ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แม้ว่าเราทำบาปเลวร้ายที่สุด เราก็ยังเป็นบุตรของพระเจ้าใช่หรือไม่? พระเจ้าทรงรักเราด้วยรักนิรันดร์ใช่หรือไม่?
พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า (โรม 8:16)
ช่วงหนึ่งในชีวิต ข้าพเจ้าฝึกที่จะอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง ตามพระธรรมเอเฟซัส
จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน (เอเฟซัส 6.18)
ข้าพเจ้าฝึกให้ภายในของข้าพเจ้าอธิษฐาน แล้วข้าพเจ้าพบว่าข้าพเจ้ามาถึงจุดหนึ่งที่ภายในเราอธิษฐานโดยที่เราคิดเรื่องอื่นได้ เป็นการที่จิตวิญญาณภายในอธิษฐานอยู่เป็นภาษาวิญญาณ
พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ พระองค์สัมผัสจิตวิญญาณ และพระองค์ทรงเรียกให้เรานมัสการพระเจ้าจากที่นั้น เพราะที่นั่นเราจะรับการสำแดงจากพระเจ้าได้เช่นกัน
หลายครั้งเราอาจได้รับการแตะต้องทางวิญญาณ ได้รับการสัมผัส แต่เราอาจไม่รู้สึกตัว และพระเจ้าแสวงหาคนที่จากที่ลึกที่สุดที่จะนมัสการพระองค์
7 เมื่อเสียงน้ำแก่งตก ที่ลึกก็กู่เรียกที่ลึก บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ท่วมข้าพระองค์แล้ว
8 กลางวันพระเจ้าทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์ และกลางคืนเพลงของพระองค์อยู่กับข้าพเจ้า เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า (สดุดี 42:7-8)
หลายครั้งเรามีอารมณ์รักพระเจ้า มนัสการพระเจ้า ตั้งใจที่จะนมัสการอย่างที่สุด ตั้งใจที่จะถวายตัว แต่แท้ที่จริงแล้ว มีสิ่งที่มากกว่านั้นอยู่ภายใน พระเจ้าทรงสำแดงแก่เราที่ตรงนั้นได้
ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าหนุนใจว่า เราจะต้องเป็นผู้ที่อ่านพระคำของพระเจ้า สะสมพระวจนะไว้ในความคิดด้วย เพราะทั้งหมดเป็น package เดียวกัน อย่าเปิดลึกฝ่ายวิญญาณอย่างเดียว เพราะในการเปิดฝ่ายวิญญาณ เราเปิดรับหมด เรารับจากสิ่งต่าง ๆ ทั้งจากพระเจ้า และที่ไม่ใช่มาจากพระองค์ได้

อ. ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 01/05/2011
เรื่อง การนมัสการ
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Friday, 17 June 2011

การนมัสการ (2/7)

พระคัมภีร์กล่าวเกี่ยวกับการนมัสการหลายตอน และตอนหนึ่งที่เด่น คือ ครั้งที่พระเยซูตรัสกับหญิงชาวสะมาเรีย
23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยอห์น 4:23-24)
ชีวิตบนโลกนี้ เรามีกาย ใจ และวิญญาณ และสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ มีทั้งสิ่งที่เรามองเห็น และสิ่งที่เรามองไม่เห็น
ตาเป็นสิ่งที่เราใช้ในการเห็นสิ่งทางกายภาพ ดังนั้นเราจึงเห็นพระเจ้าไม่ได้ นอกจากพระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่เราในรูปของสิ่งที่มองเห็นได้ ดังเช่นการที่พระองค์ทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ หรือการที่พระองค์ทรงให้ทูตสวรรค์มาปรากฏให้เราเห็น นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ และเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่กาลก่อน ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ทรงเหมือนเดิมวานนี้ วันนี้ และสืบไปเป็นนิตย์
เราทุกคนประกอบด้วย กาย ใจ และวิญญาณ
ส่วนของร่างกาย เราสามารถเข้าใจได้ดี เพราะเราเห็นทุกวัน แต่ส่วนใจกับวิญญาณเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน
ใจ คือ soul ซึ่งประกอบด้วย mind, emotion และ will เป็นสามส่วน บางครั้งก็มีการใช้คำว่า "ใจ" หรือ "จิตใจ" ปะปนกัน และบางครั้งมีการใช้คำว่า soul แทนจิตวิญญาณ
แต่คำว่า spirit ลึกกว่านั้น เราทุกคนมีจิตวิญญาณ เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงไถ่เรา จิตวิญญาณของเราก็ตื่นขึ้นมาจากความตาย
ตอนที่อาดัมทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า อาดัมก็ยังสามารถทำงานได้ เพราะร่างกายไม่ตาย แต่จิตวิญญาณของเขาได้ตายไปแล้ว เพราะว่าจิตวิญญาณของเขาแยกออกจากพระเจ้า
เมื่อเราต้อนรับพระเยซู จิตวิญญาณเราเป็นขึ้น พระองค์ทรงประทานให้กับเราใหม่ ทำให้เรามีสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์
หลายครั้งที่ข้าพเจ้าอ่านพระคัมภีร์ ข้าพเจ้าสงสัยว่าจิตวิญญาณอยู่ที่ใด เพราะจิตใจเราก็พอจะจับได้
เราเคยตื่นนอนแล้วพบว่าข้างในชีวิตมีเสียงเพลงหรือไม่?
ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมา แล้วมีเสียงเพลง ข้าพเจ้าก็สงสัยว่าใครร้องนี่ เพราะจัง เป็นเสียงเพลงที่ร้องอยู่ข้างใน
บางครั้งในแต่ละวัน ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีใครร้องเพลงอยู่ข้างใน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า
หลายคนมีประสบการณ์ประมาณนี้ แต่อาจลืมไป ไม่ได้ใส่ใจ จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่ลึก ๆ ข้างในเราทุกคน
เวลาพระเจ้าสัมผัสเรา พระเจ้าสัมผัสได้ทุกส่วน ทั้งทางกาย เช่นรักษาโรค ทางใจ เช่นใส่ความคิด แต่จิตวิญญาณเป็นส่วนของเนื้อแท้ ที่จะดำรงอยู่ และที่เราจะใช้ในการเข้าเฝ้าพระเจ้า
การนมัสการจะต้องออกมาจากทั้งหมดของเรา

อ. ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 01/05/2011
เรื่อง การนมัสการ
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

การนมัสการ (1/7)

ขอบคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาที่นี่อีก และได้พบกับผู้ปกครองท่านหนึ่ง ซึ่งไม่สบายเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตกนานมาแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน สรรเสริญพระเจ้า
เบื้องลึกมีมิติฝ่ายวิญญาณอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น และสิ่งนี้ทำให้เรามั่นใจว่าพระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง พระเจ้าทรงครอบครองทุกอย่างไว้ เราจึงสามารถวางใจพระเจ้าได้ พระองค์ทรงแทรกแซงชีวิตของเราในทุก ๆ รายละเอียด ถ้าเรามีเวลานั่งลงใคร่ครวญ เราจะสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทุก ๆ อย่าง พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ไม่ได้ทรงนั่งมองเราอยู่ห่าง ๆ และคอยให้คะแนนเราว่าทำดี แต่พระองค์อยู่กับเรา พระวิญญาณของพระองค์อยู่ในเรา เราเป็นเหมือนเรือนดิน เรามีของมีค่าอยู่ในภาชนะดิน คือ พระวิญญาณของพระเจ้าที่อยู่ในเรา
วันนี้ จะคุยกันเรื่องของการนมัสการ ข้าพเจ้าแบ่งปันเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราไม่ได้อยู่ที่เดิม แต่จะลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพราะการนมัสการเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าโดยตรง
การนมัสการครั้งที่เราได้รับการสัมผัสจากพระเจ้ามากที่สุด เป็นเช่นไร? เราได้รับความชื่นใจและสันติสุขอย่างไร? บางคนอาจจะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ใจ หรือยามที่มีปัญหา
การนมัสการ ไม่ใช่ศาสตร์ที่จะเรียนรู้ด้วยสมอง แต่เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ด้วยชีวิต


อ. ตรูจิตต์ นีเดอเรอร์
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 01/05/2011
เรื่อง การนมัสการ
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Thursday, 16 June 2011

พลังแห่งการถวาย (7/7)

4. พลังแห่งการพึ่งพาพระเจ้า

7 คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร คือผู้ที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า
8 เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล (เยเรมีย์ 17:7-8)
ในปีที่แห้งแล้งก็จะออกผล เพราะเราหยั่งรากลึกในพระธรรม ด้วยการติดสนิท การนมัสการ การสัตย์ซื่อในการถวาย ขอที่เราจะมีความเชื่อ แล้วพระเจ้าจะอวยพรเรา
เมื่อเราติดตามพระเจ้า ขอที่เราจะไม่ละทิ้งพระเจ้ากลางคัน อย่าให้เป็นเช่นนั้น เราต้องเดินหน้าต่อไป
ภายใต้สภาวะกดดัน เศรษฐกิจย่ำแย่ หลายคนก็กลัว เครียด แต่พระพรของพระเจ้ามาวันต่อวัน ขอที่เราจะพึ่งพาพระองค์วันต่อวัน ติดสนิทและอธิษฐานกับพระเจ้าวันต่อวัน
ขอที่เราจะให้พระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง ฤทธิ์เดชของพระเจ้ายิ่งใหญ่ แล้วเราจะสามารถยืนหยัดกับสถานการณ์ ผ่านพ้นสิ่งต่างๆ ได้
เราต้องเดินสู่คานาอันที่เต็มด้วยความบริบูรณ์มั่งคั่ง เดินกับพระเจ้า พึ่งฤทธิ์เดชของพระเจ้า ทำตามพระคำอย่างสัตย์ซื่อ แม้สถานการณ์จะดูแล พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ แล้วเราจะเห็นคานาอันในไม่ช้านี้ อย่าทิ้งพระเจ้ากลางคัน
 
อ. โปรดปราน ศรีสุข
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง พลังแห่งการถวาย
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

พลังแห่งการถวาย (6/7)

3. พลังแห่งการทำงาน

เมื่อเรามีพลังแห่งการให้ เราต้องมีพลังแห่งการทำงาน
พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน (ปฐมกาล 2:15)
อาดัมไม่ได้ว่างงาน แต่เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลและรักษาสวนด้วย
การทำงานไม่ใช่การสาปแช่ง แต่เป็นการอวยพร การทำงานจึงเป็นการนมัสการ ขอที่เราจะทำงานให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
เราควรทำงานด้วยความชื่นบาน ทำด้วยความชื่นชมยินดี ด้วยใจขอบพระคุณที่พระองค์ทรงประทานงานให้เรา
ชีวิตเราต้องทำงานของพระเจ้าที่ทรงมอบหมายให้เราทำในโลกนี้
ถ้าเรารู้สึกได้รับความกดดันอย่างมาก ขอที่เราจะอธิษฐานขอสันติสุข ขอให้พระเจ้าช่วยให้เรารอคอยอย่างมีความสุข แล้วเราจะเติบโต อย่าเป็นตามสถานการณ์
มือที่หย่อนเป็นเหตุให้เกิดความยากจน แต่มือที่ขยันขันแข็งกระทำให้มั่งคั่ง (สุภาษิต 10:4)
เราเข้าสู่กฎแห่งพระพร ไม่ใช่เกิดจากความสามารถหรือความเก่ง
 
อ. โปรดปราน ศรีสุข
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง พลังแห่งการถวาย
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 14 June 2011

การนมัสการ (1/7)

ขอบคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาที่นี่อีก และได้พบกับผู้ปกครองท่านหนึ่ง ซึ่งไม่สบายเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตกนานมาแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็นว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน สรรเสริญพระเจ้า
เบื้องลึกมีมิติฝ่ายวิญญาณอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น และสิ่งนี้ทำให้เรามั่นใจว่าพระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังทุกอย่าง พระเจ้าทรงครอบครองทุกอย่างไว้ เราจึงสามารถวางใจพระเจ้าได้ พระองค์ทรงแทรกแซงชีวิตของเราในทุก ๆ รายละเอียด ถ้าเรามีเวลานั่งลงใคร่ครวญ เราจะสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทุก ๆ อย่าง พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ไม่ได้ทรงนั่งมองเราอยู่ห่าง ๆ และคอยให้คะแนนเราว่าทำดี แต่พระองค์อยู่กับเรา พระวิญญาณของพระองค์อยู่ในเรา เราเป็นเหมือนเรือนดิน เรามีของมีค่าอยู่ในภาชนะดิน คือ พระวิญญาณของพระเจ้าที่อยู่ในเรา
วันนี้ จะคุยกันเรื่องของการนมัสการ ข้าพเจ้าแบ่งปันเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราไม่ได้อยู่ที่เดิม แต่จะลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพราะการนมัสการเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าโดยตรง
การนมัสการครั้งที่เราได้รับการสัมผัสจากพระเจ้ามากที่สุด เป็นเช่นไร? เราได้รับความชื่นใจและสันติสุขอย่างไร? บางคนอาจจะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ใจ หรือยามที่มีปัญหา
การนมัสการ ไม่ใช่ศาสตร์ที่จะเรียนรู้ด้วยสมอง แต่เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ด้วยชีวิต
 
Shalom Aleichem,
Thirayost Nimmanon (Ton)

Monday, 13 June 2011

พลังแห่งการถวาย (5/7)

2. พลังแห่งการให้ (3)

2. ถวายเพื่อพันธกิจของพระเจ้า

16 ถึงแม้เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองเธสะโลนิกา พวกท่านก็ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน
17 มิใช่ว่าข้าพเจ้าปรารถนาจะได้รับของให้ แต่ว่าข้าพเจ้าอยากให้ท่านได้ผลกำไรในบัญชีของท่านมากขึ้น
18 ข้าพเจ้าได้รับครบ และมากกว่านั้นอีก ข้าพเจ้าก็อิ่มอยู่เพราะได้รับของจากเอปาโฟรดิทัส ซึ่งพวกท่านส่งไปให้ เป็นกลิ่นหอม เป็นเครื่องบูชาที่ทรงโปรดและพอพระทัยของพระเจ้า
19 และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัดที่พวกท่านขาดอยู่นั้น จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ (ฟิลิปปี 4:16-19)
การถวายแด่พระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญ แล้วพระเจ้าจะอวยพรเราอย่างทวีคูณ
เมื่อมีการหว่าน ก็จะมีการเก็บเกี่ยวอย่างแน่นอน นี่คือหลักความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และพระพรแห่งการหว่าน จะเกิดหลังจากการถวายสิบลดเท่านั้น
พระวิญญาณทรงทำกิจภายในเราตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจในชีวิตของเรา ขอที่เราจะมีผลในการถวาย แล้วเราจะได้รับพระพรในบัญชีของเรา

3. การถวายเพื่อสร้างคริสตจักร

7 พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า จงพิจารณาดูว่าเจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร
8 พระเจ้าตรัสว่า จงขึ้นไปที่เนินเขาและนำไม้มาสร้างพระนิเวศ เราจะมีความพอใจในพระนิเวศนั้น และเราจะได้รับเกียรติ
9 เจ้าทั้งหลายหวังได้มาก แต่นี่แน่ะก็ได้น้อย และเมื่อเจ้านำผลมาบ้านของเจ้า เราก็เป่ามันไปเสีย พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า ทำไมเป็นอย่างนั้นเล่า ก็เพราะนิเวศของเราพังทลายอยู่ ฝ่ายเจ้าต่างก็สาละวนอยู่กับเรื่องบ้านของตน
10 เพราะฉะนั้น ท้องฟ้าที่อยู่เหนือเจ้าจึงยั้งน้ำค้างไว้เสีย และโลกก็ยึดพืชผลของมันไว้เสีย (ฮักกัย 1:7-11)
คริสตจักรเป็นหัวใจของพระเจ้า ขอที่เราจะดูแลพระนิเวศน์ของพระเจ้า อย่ามัวแต่ดูแลบ้านของเรา เราต้องรักคริสตจักรของพระองค์ ช่วยดูแล ช่วยประหยัด แล้วนี่จะเป็นพระพรอย่างมหาศาล
ยิ่งถวายมากขึ้น ด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยการโอ้อวด แล้วพระเจ้าจะอวยพรแก่เราอย่างแน่นอน

4. การถวายเพื่อช่วยคนขัดสน

เรารักพระเจ้า แต่เห็นพี่น้องขัดสนแล้วไม่ดูแลเอาใจใส่ ก็ไม่ถูกต้อง เราต้องแสดงออกด้วยการช่วยเหลือ
เราควรดูแลผู้รับใช้ของพระเจ้า ดูแลครอบครัว ดูแลความเป็นอยู่
บุตรสาวของข้าพเจ้า เมื่อเป็นเด็ก เคยถามข้าพเจ้าว่า เหตุไรข้าพเจ้าต้องรับใช้ ต้องลำบาก แต่ปัจจุบันบุตรสาวของข้าพเจ้ากลับเป็นผู้ที่หนุนใจและเป็นพรแก่ข้าพเจ้าในการรับใช้
26 ก่อนที่พระองค์ทรงสร้างแผ่นดินโลกทั้งไร่นา หรือก่อนผงคลีแรกของพิภพ
27 เมื่อพระองค์ทรงสถาปนาฟ้าสวรรค์เราอยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อพระองค์ทรงลากเส้นรอบวงบนพื้นมหาสมุทร (สุภาษิต 8:26-27)
พระคำของพระเจ้าเป็นฤทธิ์เดช สามารถวินิจฉัยความคิดและจิตใจ ขอเรามีท่าทีจิตใจที่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

5. การดูแลบุพการี

เราต้องตอบแทนพระคุณผู้ที่เลี้ยงดูเรา ต้องดูแลบุพการีของเรา อย่าให้มานึกเสียดายหลังจากที่ท่านจากไป ขอที่เราจะทำดีขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

6. การเสียภาษีกับบ้านเมือง

เราต้องเสียภาษี อย่าโกงภาษี
1 ทุกคนจงยอมอยู่ใต้บังคับของผู้ที่มีอำนาจปกครอง เพราะว่าไม่มีอำนาจใดเลยที่มิได้มาจากพระเจ้า และผู้ที่ทรงอำนาจนั้น พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น
2 เหตุฉะนั้นผู้ที่ขัดขืนอำนาจนั้น ก็ขัดขืนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น และผู้ที่ขัดขืนนั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ
3 เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นไม่น่ากลัวเลยสำหรับคนที่ทำความดี แต่ว่าเป็นที่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำความชั่ว ท่านไม่อยากจะกลัวผู้มีอำนาจหรือ ถ้าเช่นนั้นก็จงประพฤติแต่ความดี แล้วท่านก็จะได้เป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจนั้น (โรม 13:1-3)
การโกงภาษี คือการปล้นชาติ เราต้องสัตย์ซื่อ
เมื่อเราอยู่ในบ้านเมือง เราต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง
การให้ในข้อ 2-6 ไม่เกี่ยวกับสิบลด เป็นเงินต่างหากที่เราถวายแด่พระเจ้า

อ. โปรดปราน ศรีสุข
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง พลังแห่งการถวาย
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Saturday, 11 June 2011

พลังแห่งการถวาย (4/7)

2. พลังแห่งการให้ (2)

พรแห่งการถวาย 6 ประการ ได้แก่

1. การถวายสิบลด

นี่เป็นหน้าที่ของคริสเตียน
8 จะฉ้อพระเจ้าหรือ แต่เจ้าทั้งหลายได้ฉ้อเรา แต่เจ้ากล่าวว่า 'เราทั้งหลายฉ้อพระเจ้าอย่างไร' ก็ฉ้อในเรื่องทศางค์(หรือ สิบชักหนึ่ง) และเครื่องบูชานั่นซี
9 เจ้าทั้งหลายต้องถูกสาปแช่งด้วยคำสาปแช่ง เพราะเจ้าทั้งหลายทั้งชาติฉ้อเรา
10 พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า จงนำทศางค์ เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่
11 เราจะขนาบตัวที่ทำลายให้แก่เจ้า เพื่อว่ามันจะไม่ทำลายผลแห่งพื้นดินของเจ้า และผลองุ่นในไร่นาของเจ้าจะไม่ร่วง พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ (มาลาคี 3:8-11)
เราต้องสัตย์ซื่อในการถวายสิบลด เพราะเงินที่เราได้ไม่ใช่เงินของเรา เป็นของพระเจ้า พระองค์ต้องการเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
นี่เป็นประตูแห่งพรที่พระเจ้าจะให้แก่เรา
ถ้าเราไม่ถวาย ถือว่าเราไม่เชื่อฟัง และพระเจ้าจะเรียกคืนจากเรา
นี่เป็นหลักการพื้นฐานของคริสเตียน ถ้าเรารักพระองค์ นมัสการพระองค์แต่ไม่ถวาย เราก็ไม่ได้รักจริง
พระเจ้าดูท่าทีในใจ เราไม่สามารถหลอกพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงทราบที่ลับและที่แจ้ง ขอที่เราจะถวายแด่พระเจ้า
เมื่อเราเริ่มหว่าน เริ่มถวาย ขอที่เราจะให้ด้วยใจที่ถูกต้อง พระเจ้าจะอวยพรเราแน่นอน
24 บางคนยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง บางคนยิ่งยึดสิ่งที่ควรจำหน่ายไว้ยิ่งขัดสนก็มี
25 บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะรับการรดน้ำ (สุภาษิต 11:24-25)
ถ้าเราถวาย ขอที่เราถวายอย่างเต็มใจ ถวายด้วยท่าทีที่ถูกต้อง พระเจ้าไม่ต้องการเงินของเรา แต่พระเจ้าร้องการหัวใจที่เชื่อฟัง
การที่เราไม่ถวายสิบลด เท่ากับเราประกาศว่าเงินทั้งหมดเป็นของเรา แล้วเราจะพบกับความเดือดร้อนแน่นอน
ขอที่เราจะถวายด้วยใจกว้างขวาง แล้วพระเจ้าจะเป็นรั้วโอบล้อมชีวิตของเรา อุดรอยรั่วรอบชีวิตของเรา
เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นของพระเจ้า เรายอมรับเช่นนั้นหรือไม่? ยอมรับหรือไม่ว่าเมื่อเรามีเงินมากหรือน้อย เราก็จะให้แด่พระเจ้า?
เราต้องให้ สัตย์ซื่ออย่างเสมอต้นเสมอปลาย พระพรแห่งการหว่านอย่างสัตย์ซื่อ ถวายแด่พระเจ้าเถิด แล้วพระองค์จะปกป้องเรา พระองค์จะเป็นรั้วป้องกันสิ่งร้ายแก่เรา
 
อ. โปรดปราน ศรีสุข
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง พลังแห่งการถวาย
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Friday, 10 June 2011

พลังแห่งการถวาย (3/7)

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพของการถวาย ได้แก่
 

1. พลังแห่งการอารักขา

เราไม่ใช่เจ้าของของสิ่งของในโลกนี้ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าของทั้งทรัพย์สมบัติและชีวิตของเรา พระเจ้าทรงจัดการดูแลชีวิตเรา เรามีหน้าที่ในการดูแลสิ่งที่พระเจ้าให้กับเรา เราเป็นผู้อารักขา
 

2. พลังแห่งการให้ (1)

ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้ให้ท่านทุกอย่างแล้ว ให้เห็นว่าโดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่มีกำลังน้อย ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า 'การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ' (กิจการ 20:35)
6 นี่แหละคนที่หว่านเพียงเล็กน้อยก็จะเกี่ยวเก็บได้เพียงเล็กน้อย คนที่หว่านมากก็จะเกี่ยวเก็บได้มาก
7 ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี
8 และพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจประทานของดีทุกสิ่งอย่างอุดมแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ ทั้งจะมีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย(2โครินธ์ 9:6-8)
นี่คือพระสัญญาที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา
หลักการของโลกนี้ คือ เก็บน้อยก็เหลือน้อย เก็บมากก็เหลือมาก ลืมเก็บก็ลืมเหลือ ไม่เก็บก็ไม่เหลือ
แต่หลักการของพระเจ้า ยิ่งจำหน่ายยิ่งได้ ยิ่งถวาย ยิ่งหว่านยิ่งเก็บเกี่ยว ยิ่งยึดติดสิ่งที่มีเราจะขัดสน นี่เป็นหลักความจริง ยิ่งไม่มีต้องยิ่งให้ ยิ่งอ่อนกำลังต้องยิ่งรับใช้
ข้าพเจ้าเคยขาดกำลัง แต่เมื่อข้าพเจ้ายอมต่อพระเจ้า ประกาศข่าวประเสริฐ ข้าพเจ้าก็มีกำลังอย่างมาก และเมื่อมีผู้รับเชื่อ ก็จะเป็นเหมือนรางวัลใหญ่ยิ่งกว่าลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง
การเชื่อฟังและทำตามเป็นสิ่งสำคัญ ต้นไม้ต้องมีการตัดกิ่งและเด็ดกิ่งเพื่อให้เจริญงอกงาม เช่นเดียวกัน พระเจ้าอาจทรงลิดเราบ้าง และตกแต่งให้เราสวยขึ้นมา
 
อ. โปรดปราน ศรีสุข
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง พลังแห่งการถวาย
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 7 June 2011

พลังแห่งการอธิษฐาน (2/7)

7 อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น
8 ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น
9 อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร
10 เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาสให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่อยู่ในครอบครัวของความเชื่อ (กาลาเทีย 6:7-10)
พระคำของพระเจ้าตอนนี้ (กาลาเทีย 6:7-10) สอนให้เราแบ่งสิ่งที่ดีต่อคนทั้งปวง ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราทั้งหลาย ขอที่เราจะรับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่ออย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ต้องมองดูคนรอบข้าง แต่ขอที่เราจะสัตย์ซื่อกับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะอวยพรเรา
ทำนองเดียวกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาไว้ว่า คนที่ประกาศข่าวประเสริฐควรได้รับการเลี้ยงชีพด้วยข่าวประเสริฐนั้น (1โครินธ์ 9:14)
คนที่ประกาศข่าวประเสริฐ คือ คนที่ทำงานของพระเจ้า ควรได้รับการเลี้ยงดู และพระเจ้าทรงเป็นผู้ที่รับรอง
ขณะที่ข้าพเจ้าเริ่มบุกเบิกคริสตจักรที่มหาชัยในช่วงแรก ข้าพเจ้าและสามีไม่มีเงินเดือน ข้าพเจ้าทำงานด้วยหัวใจ กินอยู่ที่คริสตจักร แล้วพระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็น พระวิญญาณของพระองค์ทรงเห็น ได้มีแพทย์ท่านหนึ่งได้ถวายแก่ข้าพเจ้า
ครั้งหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้าตั้งครรภ์ มีรถปลาทำปลาตกอยู่ข้างทาง ซึ่งเป็นไข่ปลาริวกิวถุงใหญ่ สามีของข้าพเจ้าพยายามวิ่งตามรถไป แต่ไม่ทัน จึงได้ให้ข้าพเจ้ารับประทาน เป็นประโยชน์ต่อทารกในครรภ์
เราหว่านอะไร เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ถ้าเราหว่านการติฉินนินทา ก็จะเกิดความแตกแยก เราต้องหว่านสิ่งดี หว่านคำหนุนใจ พระเจ้าประทานสิ่งดีแก่เรา สร้างเรามาดีทุกคน เราต้องหนุนใจซึ่งกันและกัน อย่าสูญเสียสิ่งนี้
ฉะนั้นเราควรอุปการะคนอย่างนั้น เพื่อเราจะได้เป็นผู้ร่วมงานกันในสัจธรรม (3ยอห์น 8)
เราต้องอุปการะคนเหล่านั้น เราต้องเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีต่อครอบครัวของผู้เชื่อ แล้วเราจะเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม
ข้าพเจ้าเคยค้างค่าเช่าของคริสตจักร ข้าพเจ้าทำงานทุกอย่างที่คริสตจักร ข้าพเจ้าคุกเข่าต่อพระเจ้า ขอเสียงการ้อง ขอบคุณพระเจ้า เมื่อข้าพเจ้าลุกขึ้นมา มีเสียงการ้อง 3 ครั้ง ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณพระเจ้า และทันใดนั้นเอง ก็มีคนกดออดหน้าบ้าน และมอบเงิน 2 หมื่นบาทให้แก่ข้าพเจ้า เพื่อใช้ในการจ่ายค่าเช่า
หากเราทำดี เราจะได้บำเหน็จจากพระเจ้าแน่นอน ขอให้เราทำดีต่อไป วางใจพระเจ้า และเมื่อเราหว่านแล้ว อย่าจดจ้องที่พระพร เพราะชีวิตอาจจะแย่ลงซึ่งเป็นการทดสอบจากพระเจ้า แต่ขอที่เราจะมั่นใจ ยืนหยัดที่จะถวายต่อไป แล้วพระเจ้าจะอวยพรเราอย่างมากมาย
พรที่เราได้รับ คือ สันติสุข ความชื่นชมยินดี กำลัง
ถ้าเราหว่านและปลูกแม้เพียงเมล็ดเดียว ผลที่ออกมาก็มีมากกว่านั้นมาก จนสามารถกินและแจกจ่ายได้
 
อ. โปรดปราน ศรีสุข
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง พลังแห่งการถวาย
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Saturday, 4 June 2011

พลังแห่งการอธิษฐาน (1/7)

ข้าพเจ้าเคยแท้งลูก 3 ครั้ง แต่ละครั้งเจ็บปวด ข้าพเจ้าเสียใจมาก แม้ว่าจะได้ดูแลขณะตั้งครรภ์เป็นอย่างดี รวมถึงฉีดยาป้องกัน และได้ออกจากงานหลังจากแท้งครั้งที่สองแล้ว แต่ก็ยังคงแท้งอีกเป็นครั้งที่สาม
หลังจากนั้น แพทย์ได้ตรวจดู และพบว่ามดลูกของข้าพเจ้ามีขนาดเล็กผิดปกติ จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด และแม้ว่าจะผ่าตัด แต่โอกาสมีลูกได้ก็เพียงแค่ 50% ข้าพเจ้าเสียใจมาก เมื่อพบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านก็หนุนใจว่านางซาราห์สามารถมีลูกได้เมื่ออายุมาก แม้กระนั้น ข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกหมดหวัง
ชีวิตของข้าพเจ้าสุขสบายมาตลอด มีฐานะที่ดี แต่แล้วชีวิตของข้าพเจ้าก็ตกต่ำลง และในช่วงเวลาที่ตกต่ำลงนั้นเอง ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจรับใช้พระเจ้า และพระเจ้าก็สำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์
ข้าพเจ้าภาวนาจากพระธรรมอพยพ
25 จงปรนนิบัติพระเจ้าของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงอวยพรแก่อาหารและน้ำของเจ้า เราจะบันดาลให้โรคต่างๆหายไปจากท่ามกลางพวกเจ้า
26 จะไม่มีการแท้งลูก หรือเป็นหมันในดินแดนของเจ้า เราจะให้เจ้ามีอายุยืนนาน (อพยพ 23:25-26)
และท้ายสุด ข้าพเจ้าก็มีบุตรสาว ปัจจุบันบุตรสาวของข้าพเจ้ามีอายุได้ 18 ปีแล้ว
เราต้องขอบคุณพระเจ้า เพราะพระเจ้าได้ทรงประทานสิ่งดีแก่เรา
ไม่ต้องถามว่า "ทำไม?" แต่ขอที่เราจะรับด้วยท่าทีที่ขอบพระคุณ
 
อ. โปรดปราน ศรีสุข
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 08/05/2011
เรื่อง พลังแห่งการถวาย
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Friday, 3 June 2011

รักแท้ต้องแสดงออก (5/5)

3. Comfort Zone

เมื่อจิตใจของเราเริ่มมองเห็นคนอื่นแล้ว ขาของเราต้องก้าวออกไป มือของเราต้องหยิบยื่นออกไป
หลายครั้งเราคุ้นเคยวิถีชีวิตประจำวันของเรา คุ้นเคยกับตารางเวลาของเรา บ้านของเราอบอุ่นน่าอยู่ จะให้ออกไปไหนช่างลำบากเหลือเกิน คริสตจักรของเราก็คุ้นเคย ทำให้เราอาจไม่ได้ไปรู้จักหลาย ๆ คนที่น่าสงสาร
พันธกิจหนึ่งที่ช่วยได้ ก็คือ มิชชัน นั่นคือการออกไปจากที่ที่เราอยู่ และไปพบเห็นชีวิตของคนที่อยู่อีกพื้นที่หนึ่ง ถ้าเราอยู่ตรงนั้น เราอาจจะอยากอยู่ที่นั่น แต่เมื่อเรากลับมาอยู่ที่สุขสบาย เราคงจะไม่อยากไปอีกเลย
จากตารางรายการ ข้าพเจ้าพบว่าคณะเพื่อคุณมีการออกไปข้างนอกบ่อย เราเคยได้ยินว่าคณะเพื่อคุณมีการจัดงานเฉลิมฉลองในวันคริสตมาส แต่ในระยะหลังจะเห็นได้ว่าคณะเพื่อคุณมีการออกไปเยี่ยมเยียนพี่น้อง ใช่แล้ว คริสตมาสที่แท้จริง พระองค์ก็ทรงลงมาในโลกมนุษย์นี้ แล้วคริสตมาสปีนี้เราจะทำอะไร? จะออกไปไหนอีก?
อยากให้เรามีหัวใจแบบมิชชันนารี มิชชันนารีเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่สำแดงพระเจ้าได้ชัดเจนที่สุด
พระคริสต์ทรงเป็นมิชชันนารีคนแรก พระองค์เสด็จจากสวรรค์ ลงมาในที่ที่ไม่สะดวกสบายอย่างยิ่ง (very uncomfortable zone)
ข้าพเจ้าอยากให้พวกเราสลายกรอบความคิดว่าจะต้องเป็นผู้รับใช้เท่านั้นจึงทำได้ พวกเราทุกคนทำได้ ขอที่เราจะก้าวข้ามความคิด จิตใจ และ comfort zone ของเราเพื่อรับใช้พระเจ้า
ตัวอย่างชีวิตแบบมิชชันนารีท่านหนึ่ง คือ แม่ชีเทเรซา ท่านเกิดในทวีปยุโรป ท่านได้ทิ้งประเทศที่สะดวกสบาย มาที่อินเดีย
ตอนที่ข้าพเจ้าบินไปยังประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าถึงที่นั่นประมาณ 4 ทุ่ม และมีคนมารับ ขณะนั่งในรถ เพื่อนข้าพเจ้ารีบหยิบกล้อง แล้วถ่ายรูปภาพที่ฉากข้างถนน ซึ่งมีประชาชนนอนเกลื่อนกลาดริมถนนเต็มไปหมด เพราะไม่มีที่พักอาศัย
ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเดินผ่าน ข้าพเจ้าเห็นถนนสกปรกมาก และพบชาวอินเดียมากมาย เพราะนั่นคือบ้านของเขา ร่างกายของเขาบางคนก็ไม่ค่อยสะอาด บางคนเป็นโรคเรื้อน เป็นขอทาน และมีน้ำประปาที่ต่อจากแม่น้ำคงคา เมื่อน้ำจากรัฐบาลส่งมา พวกเขาจะเฮโลและวิ่งมาอาบน้ำอย่างมีความสุข คนที่ผ่านมาก็จะได้กลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก ที่ได้เห็นภาพเช่นนี้เนื่องจากคณะจัดงานตั้งใจให้พวกข้าพเจ้าเดินผ่าน เพื่อให้ได้เห็นว่าเรามีจิตใจที่ love in action หรือไม่
แม่ชีเทเรซา ได้เดินทางมาทำงานสร้างบ้านให้คนโรคเรื้อนนอนตาย ทั้งชีวิตของท่านได้ทำพันธกิจเช่นนี้ ยอมสละความยากลำบาก ไม่ด่วนตัดสินและสรุป
ถ้าหากจะสรุปและประเมิน เราคิดว่าที่ท่านทำเช่นนี้คุ้มหรือไม่? ในมาตรฐานของโลกนี้ ย่อมคิดว่าไม่มีทางคุ้ม มีแต่เสีย
แต่ท่านไม่ได้คิดเช่นนั้น ท่านคิดว่าอย่างน้อยช่วงชีวิตสุดท้ายของคนโรคเรื้อน เขาจะได้มีความสุขสักเล็กน้อยก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ข้าพเจ้าอยากให้เรามีหัวใจเช่นนี้
มีมิชชันนารีอีกท่านหนึ่ง ท่านดูแล ให้น้ำป้อนข้าวให้คนโรคเรื้อน จนท่านเองติดโรคเรื้อน ทางประเทศอเมริกาจึงเรียกท่านกลับไปเพื่อทำการรักษาให้หายแล้วค่อยกลับมาดูแลคนโรคเรื้อนต่อ แต่มิชชันนารีท่านนี้ตอบว่า ไม่กลับ ไหน ๆ ติดโรคแล้ว จะไม่มีอะไรขวางกั้นระหว่างท่านกับคนโรคเรื้อนอีกต่อไป และท่านก็ได้รับใช้พระเจ้าจนตายไปกับคนโรคเรื้อน หัวใจเช่นนี้แหละ
ถ้าเราก้าวออกจาก comfort zone เราจะสำแดงความรักแบบพระเยซูคริสต์ได้อย่างแท้จริง
แท้จริงผู้ที่ดำเนินชีวิตตามทางของพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง
แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง (2ทิโมธี 3:12)
ถ้าเราก้าวข้ามทั้งสามสิ่งนี้ เราจะพบเห็นคนอีกมากมายที่รอเราอยู่ เราทั้งหลายเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่จะสำแดงความรัก และไม่ใช่สำแดงเพียงต่อกันและกัน แต่คนทั้งโลกรอเราอยู่ ขอพระเจ้าทรงนำเรา เพื่อให้ love in action ของเราสำเร็จในองค์พระเยซูคริสต์

คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 15/05/2011
เรื่อง รักแท้ต้องแสดงออก
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Thursday, 2 June 2011

รักแท้ต้องแสดงออก (4/5)

2. จิตใจที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

ถ้าเรามีความคิดที่แบ่งแยกและตัดสินแล้ว ยังมีจิตใจที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางด้วยอีก ก็คงจะไม่มีวันที่เราจะรักคนอื่นได้อย่างแท้จริง
ถ้าหากเราจะเอาคนอื่นเป็นศูนย์กลาง เราต้องก้าวข้ามการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเสียก่อน
บางครั้งเราใช้มาตรฐานของเรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิต มาตรฐานความรู้ ในการตัดสิน แล้วถ้าพระเจ้าจะบอกว่ามนุษย์ไม่รู้เท่าพระองค์ แล้วจบเพียงแค่นั้น จะเกิดอะไรขึ้น
บางครั้งที่น่าเป็นห่วงที่สุด อาจเป็นมาตรฐานคริสเตียนของเรานี่แหละ เพราะบางครั้งเราใช้มาตรฐานความชอบธรรมบางอย่าง หรือมาตรฐานของการปฏิบัติศาสนกิจของเรา มาตัดสินพี่น้องของเราเอง ดังเช่น ฟาริสี และเรื่องที่ชัดเจนที่สุด คือ ฟาริสีและคนเก็บภาษี
11 คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้
12 ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย'
13 ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด'
14 เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น" (ลูกา 18:11-14)
ฟาริสีมีความคิดที่แบ่งแยก เขาทำดีทุกอย่าง แต่พระองค์กลับไม่พอพระทัยท่าทีของคนเหล่านี้ แม้ว่าเขาปฏิบัติตามสิ่งที่ได้กำหนดไว้ พระเจ้าทรงต้องการหัวใจที่ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแล้วตัดสินคนอื่น
บางครั้งเราชอบวัดจิตวิญญาณกัน ซึ่งเราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่แท้จริงแล้ว หากเราต้องการจะหนุนใจให้พี่น้องเข้ามา ขอให้เราทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของเขา ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดตัวเองแล้วทำให้อีกฝ่ายท้อใจท้อถอย
บางครั้งสิ่งนี้เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา โดยเฉพาะในยุค evangelical ที่เน้นการประกาศ ซึ่งเป็นการกระทำตามพระมหาบัญชาซึ่งอยู่ในพระคัมภีร์ มัทธิว 28
19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค" (มัทธิว 28:19-20)
หลายครั้งพวกเขาทำตามพระมหาบัญชา แต่กลับทำเป็นเหมือนการทำยอด ทำให้มีการแย่งชิงลูกแกะเกิดขึ้น
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาละลืมไป นั่นคือ ก่อนที่พระองค์จะประทานพระมหาบัญชาแก่สาวกประกาศ พระองค์ได้ประทานท่าทีหนึ่งให้กับเราไว้ คือ พระมหาบัญญัติ
34 เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น
35 ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา" (ยอห์น 13:34-35)
พระมหาบัญชา พระเยซูคริสต์ทรงประทานก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์ แต่พระบัญญัติ พระองค์ตรัสก่อนที่จะทรงสิ้นพระชนม์ ทรงเน้นให้เรารักกันและกัน
เราประกาศแบบแย่งชิงกันหรือไม่? ต้องมาเชื่อก่อนฉันจึงอยากจะอยู่ใกล้หรือไม่? ความรักต้องมาก่อน และความรักจะมาไม่ได้ ถ้าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ขอพระเจ้าช่วยเรา ที่เราจะให้คนอื่นเป็นศูนย์กลางบ้าง บางครั้งมาตรฐานของคนอื่นอาจจะน่ารักก็ได้ ย้ายมาตรฐานของเราไปอยู่ที่คนอื่นบ้าง แล้วเราจะร่วมกันประกาศ เมื่อเราขยายความรักของเราออกไป เพียงแค่พูดเรื่องพระเยซู คนอาจไม่เข้าใจ เพราะเขาต้องการความรักจากเราที่สำแดงออกก่อน
ถามเขา หยิบยื่นความช่วยเหลือ หนุนใจก่อน อยู่เคียงข้างเขา ถ้าเราเอามาตรฐานของตัวเองไปให้คนอื่น เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง ห่วงใยคนอื่นมากกว่า ชีวิตของเราจะเริ่มที่จะสำแดงความรักได้ด้วยการก้าวข้ามความคิดแบ่งแยกและจิตใจที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง

คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 15/05/2011
เรื่อง รักแท้ต้องแสดงออก
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Wednesday, 1 June 2011

รักแท้ต้องแสดงออก (3/5)

1. ความคิดที่แบ่งแยกและตัดสิน (2)

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าจะขึ้นแบ่งปัน ข้าพเจ้าจะอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอที่ข้าพเจ้าจะเทศนาด้วยความรัก เพราะดิฉันและคนที่นั่งฟังก็เป็นคนที่พระเจ้าทรงรักเช่นเดียวกัน
เหตุไรข้าพเจ้าจึงพูดเช่นนี้? หลายครั้ง ในเวลาที่ครูจะสอน ก็เหมือนมีกำแพงแบ่งแยกอาจารย์และนักเรียน
ครั้งหนึ่งที่พระเจ้าทรงให้ข้าพเจ้าไปเทศนาที่คณะสตรี 4 คริสตจักร ขณะที่ข้าพเจ้าเตรียมแบ่งปัน ข้าพเจ้าเตรียมพระธรรมคำสรรเสริญภรรยาที่ดี ข้าพเจ้าก็ตรียมตามรายการของภรรยาที่ดีที่อยู่ในพระคัมภีร์ เตรียมแบบแยกฝ่ายผู้สอนและผู้เรียน
แต่ขณะที่ข้าพเจ้านมัสการอยู่ พระเจ้าทรงทำให้ข้าพเจ้าถ่อมใจลง ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้ามีอะไรไปสอนพวกเขาได้หรือ? พวกเขาเป็นสตรีเลี้ยงลูกกันมากี่คนและกี่ปี ในขณะที่ข้าพเจ้าเป็นแม่เพียงแค่ 4 ปี? ข้าพเจ้าเริ่มถ่อมใจลง และพระเจ้าตรัสบอกข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าเห็นในอีกมุมมองหนึ่ง ว่าถ้าหากข้าพเจ้าจะเทศนาด้วยความรัก รายละเอียดในพระคำตอนนี้ทั้งหมด ข้าพเจ้าจะต้องหนุนใจผู้ที่นั่งอยู่ว่า พระองค์ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำ
พระเจ้าทรงเป็นผู้ดลใจผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตตอนนี้ ชายที่เขียนอาจเป็นผู้ชายที่ดี แต่พระเจ้าทรงดีกว่านั้นมากทีเดียว จนให้ผู้เขียนเขียนได้เช่นนี้ ซึ่งอาจเกินความเข้าใจของผู้เขียนเสียด้วย
ข้าพเจ้าจึงลุกขึ้น และเทศนาด้วยการหนุนใจมากกว่าการสั่งสอน เทศนาตามสคริปต์เดิม แต่เปลี่ยนมุมมอง มุมมองด้วยความรัก ไม่ได้แบ่งแยก เอาใจเขามาใส่ใจเรา เหมือนดังเช่นที่พระเจ้าทรงเข้าใจเรา จึงเสด็จมาทุกข์ทรมานเพื่อเรา
มุมมองจากพระเจ้าเมื่อทรงมองลงมาที่โลกมนุษย์ ถ้าหากว่าพระองค์ทรงแยกแยะว่าเราเป็นเพียงแค่มนุษย์คนบาป ขณะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่อย่างสุขสบาย ถ้าพระองค์คิดเช่นนี้ และไม่ได้มองว่าพระองค์จะทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์ จะเกิดอะไรขึ้น? แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรแบบอยู่ข้างเดียวกับมนุษย์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ เอาร่างกายและจิตใจของมนุษย์มาไว้ที่พระองค์ด้วย

คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 15/05/2011
เรื่อง รักแท้ต้องแสดงออก
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ