Tuesday, 30 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (9/9)

บทสรุปชีวิตคริสเตียน (มัทธิว 7:12)

"จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ" (มัทธิว 7:12)

นี่เป็นบทสรุปชีวิตคริสเตียนที่สวยสดงดงามมาก ความหมายคือ เมื่อเราล้มลงในความบาป ไม่สัตย์ซื่อ หรืออ่อนแอในเรื่องบางสิ่งบางอย่าง แล้วเราอยากให้คนอื่นเข้าใจเราอย่างไร เมื่อคนอื่นเป็นเช่นเดียวกัน เราก็ควรจะเข้าใจเขาเช่นนั้นด้วยเช่นกัน

ภาษาจีนจะมีประโยคหนึ่งเพิ่มขึ้นมา โดยมีใจความ ได้แก่

"ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ท่านอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อท่านเช่นไร ท่านจงปฏิบัติเช่นนั้น ท่านจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของพระเจ้า"

ข่าวสารในเช้าวันนี้ คือ คนของพระเจ้า จะต้องสำแดงชีวิตของพระเยซูคริสต์ออกมา

"ยิ่งเลียนแบบพระเยซูคริสต์ ยิ่งเหมือน ยิ่งเป็นพร
ยิ่งเลียนแบบชาวโลก ยิ่งเหมือน ยิ่งกลายเป็นตัวตลก"

มัทธิวบทที่ 7 เป็นการสำแดงชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์

"24 เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา 25ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา
26 แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย
27 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง" (มัทธิว 7:24-27)

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Monday, 29 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (8/9)

จงขอแล้วจะได้ (มัทธิว 7:7-11)

"7 จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
8 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา
9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง
10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์" (มัทธิว 7:7-11)

ถ้าจะตีความตามบริบทแล้ว มัทธิว 7:7 กำลังกล่าวถึงว่า

"จงขอความเข้าใจเช่นนี้ จงหาชีวิตเช่นนี้ จงเคาะที่จะมีกำลังที่จะมีชีวิตเช่นนี้"

ขอความเข้าใจ หาชีวิต และเคาะขอกำลังจากพระเจ้า เพราะโดยกำลังของมนุษย์ เราทำตามไม่ได้ จำเป็นที่เราจะต้องขอพระเจ้าให้ช่วยเหลือเรา ที่เราจะเป็นอย่างที่พระองค์ต้องการให้เป็น

"1 พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย
2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม" (โรม 12:1-2)

"จงรับ" หมายถึงว่า "เราไม่สามารถทำด้วยตนเองได้" เราจะต้องขอกำลังจากพระเจ้า เพื่อจะมีจริยธรรมคริสเตียนเช่นนี้

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Friday, 26 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (7/9)

คำสอนของพระองค์ มีไว้สำหรับผู้เชื่อ (มัทธิว 7:6)

"อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย และจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย" (มัทธิว 7:6)

พระคำตอนนี้ สอนเราว่า คำสอนที่พระองค์ทรงกำลังสอนอยู่นั้น ไม่ใช่ให้กับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ไม่ใช่ให้กับคนที่แข็งกระด้าง เพราะเขาเหล่านั้นจะไม่รู้ว่าคำสอนของพระองค์มีคุณค่าเพียงไร และเมื่อเขาได้ยินคำสอนเหล่านี้ นอกจากจะไม่รับแล้ว ยังจะกัดด้วย

คำถามที่น่าคิด คือ

  1. คนที่ตรึงพระเยซูคริสต์เป็นคนรู้กฎหมาย หรือไม่รู้กฎหมาย? ปีลาตรู้จักกฎหมายเป็นอย่างดี
  2. คนที่ตรึงพระเยซูคริสต์เป็นคนชั่ว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา? พระองค์น่าจะถูกคนชั่วประหาร แต่ผู้ที่ตรึงพระองค์กลับเป็นผู้เชี่ยวชาญทางศาสนา เป็นพวกที่ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าชอบธรรม

เมื่อเราเจอสุนัขตัวหนึ่ง เมื่อเจอ มันอาจจะขู่คำราม แต่เมื่อเราให้อาหารแก่มัน มันก็จะขู่น้อยลง จนเป็นเช่นนี้ 4-5 วันเมื่อเรามา มันก็จะกระดิกหางวิ่งเข้าหาเรา

แต่ในทางกลับกัน เมื่อเราเจอมันครั้งแรก เจอมันขู่คำราม แล้วเราก็ให้เงินมัน เพื่อให้มันไปซื้อไก่ย่างกินเอง มันก็คงจะไม่ฟัง และจะกัดเรา

คำสอนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ไม่เชื่อ แต่สำหรับคริสเตียน คนของพระเจ้าจะต้องสำแดงชีวิต

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Thursday, 25 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (6/9)

ลักษณะคนชอบธรรมของพระเจ้า (มัทธิว 7:3-5)

"3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก
4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า 'ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ' แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง
5 ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้" (มัทธิว 7:3-5)

"ผิดคนอื่นมองเห็นเช่นภูเขา ผิดของเรามองเห็นเช่นเศษผง"

มัทธิว 7:3-5 เป็นสุดยอดคำสอน เพราะพระองค์ทรงกำลังกล่าวถึงผู้ชอบธรรมของพระเจ้า

"พระเจ้าทรงชอบธรรม แต่การที่เราเป็นคนชอบธรรมนั้นคนละเรื่อง
พระองค์ไม่มีบาปเลย แต่พวกเราถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรมเพราะเราได้รับการอภัยแล้ว"

ลักษณะของคนชอบธรรมของพระเจ้า มี 3 ประการ ได้แก่

1. คนชอบธรรมของพระเจ้า ไม่ใช่ไม่ทำบาปอีกต่อไป แต่จะมีความรู้สึกต่อบาปไม่เหมือนเดิม

ถ้าวันนี้มีไม้ทั้งท่อนทิ่มที่ตา จะรู้สึกหรือไม่? แน่นอน ต้องรู้สึกเจ็บ แต่บางครั้ง ไม้ทั้งท่อนทิ่มทั้งตายังไม่รู้สึก แต่เที่ยวเขี่ยผงออกจากตาผู้อื่น

ลักษณะคนชอบธรรมของพระเจ้า คือ แม้ว่าจะทำบาปเพียงเล็กน้อย แต่จะสำนึกว่าเป็นบาปใหญ่ ต้องรีบเอาออก

"คนชอบธรรมของพระเจ้า ทำบาปเล็ก สำนึกใหญ่
คนไม่ค่อยชอบธรรม ทำบาปใหญ่ สำนึกเล็ก
คนทำบาป แล้วไม่สำนึก ไม่ใช่คน"

ถ้าไม้ทั่งท่อนทิ่มอยู่ที่ตาแล้วไม่รู้สึก ก็ไม่ใช่คน

เมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสถึง "คนหน้าซื่อใจคด" พระองค์ทรงคิดถึงฟาริสี ธรรมาจารย์ พวกเขาพิพากษาจนตรึงพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน แต่ไม่รู้สึกบาปเลย จนพระองค์ต้องอธิษฐานว่า "โปรดยกโทษให้เขา เพราะเขาไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่"

"ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า 'โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า เขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร' ..." (ลูกา 23:34)

พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำบาปอยู่ เป็นเหมือนสัตย์เดียรัจฉาน

คนชอบธรรม ไม่ใช่ไม่ทำบาป แต่เมื่อทำบาปจะสำนึก และรีบนำออก

2. คนชอบธรรมของพระเจ้า ต้องเข้มงวดกับตัวเอง แต่ใจกว้างกับผู้อื่น

แต่ส่วนมากจะกลับกัน กับตัวเองใจกว้างมาก แต่กับคนอื่นล่ะ น่าดู นี่ไม่ใช่ลักษณะคนชอบธรรมของพระเจ้า เพราะคนชอบธรรมต้องเคร่งครัดกับตัวเอง

3. คนชอบธรรมของพระเจ้า รับความเมตตาจากพระเจ้าเช่นไร ก็จะเมตตากับผู้อื่นเช่นนั้น

"23 เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส
24 เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์(หนึ่งตะลันต์ มีค่าประมาณสองหมื่นบาท) มาเฝ้า
25 ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้
26 ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า 'ข้าแต่ท่าน ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น'
27 เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป
28 แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน(หนึ่งเดนาริอัน เป็นเงินเท่าค่าแรงงานกรรมกรคนหนึ่งในวันหนึ่ง ดูหน้า 60) จึงจับคนนั้นบีบคอว่า 'จงใช้หนี้ให้ข้า'
29 เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า 'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้'
30 แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น
31 ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็พากันสลดใจยิ่งนัก จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น
32 ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า 'อ้ายข้าชาติชั่ว เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา
33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ'
34 แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด
35 พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง" (มัทธิว 18:23-35)

พระเจ้าเมตตาเราอย่างไร เราต้องเมตตาให้แก่ผู้อื่นเช่นนั้น พระองค์ทรงให้เราเอาไม้ทั้งท่อนออกจากตา ก่อนที่จะเขี่ยผงจากนัยน์ตาของพี่น้อง

เขี่ยผง หมายถึง เข้าไปช่วยเหลือ ไม่ใช่พิพากษา แต่ช่วยให้เขากลับตัว

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Wednesday, 24 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (5/9)

อย่ากล่าวโทษ (มัทธิว 7:1-2)

"1 อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน
2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น" (มัทธิว 7:1-2)

พระเยซูคริสต์ทรงสรุปคำเทศนาบนภูเขาด้วยมัทธิวบทที่ 7 และตรัสด้วยถ้อยคำเด็ดขาดว่า สำหรับเราผู้ซึ่งเป็นคนของพระเจ้า อย่ากล่าวโทษซึ่งกันและกัน

ภาษาจีน คำว่า "กล่าวโทษ" แปลว่า "พิพากษาตักสิน"

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า "อย่าพิพากษาตัดสินกัน"

ทำไมพระเจ้าจึงห้ามไม่ให้คริสเตียนพิพากษากัน?

1. เพราะการพิพากษานั้นไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่เป็นหน้าที่ของพระเจ้าเท่านั้น

อย่าทำหน้าที่แทนพระเจ้า

ถ้าเป็นเช่นนี้ แล้วถ้ามีคดีในคริสตจักรจะทำเช่นไร? เมื่อเราเห็นพี่น้องล้มลงในการทดลอง ในการผิดบาป อย่าพิพากษา เพราะแม้แต่พระเยซูคริสต์เองก็มิได้ทรงเสด็จมาเพื่อพิพากษา

"เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น" ยอห์น 3:17

ดังนั้น เมื่อเห็นพี่น้องคริสเตียนล้มลงในความผิดบาป ท่าทีของเราจึงไม่ใช่การพิพากษา แต่เป็นการเข้าไปช่วย เช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์ และเมื่อช่วยก็ต้องมีสติปัญญาด้วย

ในการเดินทางจากจุดสองจุด เส้นตรงก็ย่อมเป็นเส้นที่จะถึงได้เร็วที่สุด ดังนั้น เมื่อได้รู้ว่าพี่น้องผู้ใดล้มลงในความบาป ขอที่เราจะพูดกับเขาสองต่อสองเลย ด้วยความรัก แต่ในชีวิตจริง บางครั้งเมื่อ A รู้ว่า B ล้มลงในความบาป ก็ไม่บอก B โดยตรง แต่กลับฝากให้ CDEFGHIJK ไปบอก B

ขอที่เราจะเข้าไปคุยกับเขาโดยตรง พูดคุยด้วยความรัก แต่ถ้าเขาไม่ฟัง ก็เชิญ 2-3 คนให้เป็นพยาน ถ้าไม่ฟังอีก ก็ให้ประกาศให้คริสตจักรทราบ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเขา ไม่ใช่เพื่อการกล่าวโทษ

2. เพราะเราทุกคนไม่ต่างกัน ต่างก็เป็นคนบาป

ต้นปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้เข้าไปในเรือนจำแห่งหนึ่ง ประกาศกับเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในเรือนจำ 200 กว่าคน ขณะที่กำลังจะประกาศ ข้าพเจ้าก็ได้พบว่าทางด้านขวามือของข้าพเจ้า มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง หัวเกรียน นั่งพื้น กอดออก ไขว่ห้าง ซึ่งดูเหมือนเป็นพวกไม่รับคำสอน ด้วยอากัปกิริยาท่าทาง เหมือนเขากำลังบอกอยู่ว่า "ลื้อดีกว่าอั้วหรือ?"
เมื่อข้าพเจ้าเห็นสายตาเขา ข้าพเจ้าก็ส่งสายตากลับคืน "เดี๋ยวลื้อได้เห็น"

ข้าพเจ้าได้เรียกทีมงานให้นำแก้วมา 2 ใบ เทน้ำสะอาดใส่แก้ว แล้วข้าพเจ้าก็สาธิต

แก้วแรกเป็นแก้วของข้าพเจ้า และแก้วที่สองเป็นแก้วของพวกเขา และให้ซีอิ้วดำเล็งถึงพิษงูเห่า ข้าพเจ้าก็หยดลงในแก้วแรกหนึ่งหยดเดียว และคนให้ทั่ว ซีอิ้วดำก็ละลายน้ำ มองไม่เห็น ส่วนอีกแก้ว ข้าพเจ้าหยดปริมาณนับไม่ถ้วน แก้วก็เปลี่ยนเป็นสีดำ

แล้วข้าพเจ้าก็ถามที่ประชุม "แก้วหนึ่งและแก้วสอง แก้วไหนพิษมากกว่า? พิษอันไหนเห็นชัดกว่า?"

น้อง ๆ ก็ตอบทันทีว่า "แก้วสอง"

ข้าพเจ้าก็กล่าวว่า "แก้วแรกคือข้าพเจ้า คนดี แล้วที่สองคือพวกคุณ คือ คนชั่ว" แต่คำถามต่อมา คือ "แก้วไหนกินแล้วตาย?" พวกเขาก็ตอบว่า "ทั้งสองแก้ว"

"เพราะฉะนั้น คุณและผม ชั่วพอกัน! แล้วแก้วไหนน่ากลัวกว่า?" และข้าพเจ้าก็เฉลยว่า "แน่นอน แก้วแรกน่ากลัวกว่า เพราะมองไม่เห็นพิษ ดังนั้น คนที่ยืนอยู่นี่ ร้ายกว่าพวกคุณเยอะ เพราะเป็นพวกหน้าซื่อใจคด"

ทำไมพระเยซูคริสต์จึงไม่ให้กล่าวโทษ? ก็เพราะเราทุกคนเหมือนกัน

3. เพราะถ้าเราพิพากษาเขา เราก็จะถูกพิพากษา

ถ้าเราพิพากษาอย่างเข้มงวด ในวันสุดท้ายเราก็จะถูกพิพากษาอย่างเข้มงวดเช่นกัน

ครั้งหนึ่ง กษัตริย์ดาวิดอยากได้บัทเชบา ซึ่งเป็นภรรยาของทหารผู้หนึ่งซึ่งกำลังรบอยู่ที่ชายแดน เมื่อคบชู้ เธอก็ตั้งครรภ์ และดาวิดก็ได้วางแผนฆ่าสามีของเธอเสีย เพื่อกลบเกลื่อน สุดท้ายสามีของเธอก็ถูกฆ่าตาย และรับนางเข้ามาเป็นนางสนม

ดาวิดคงจะดีใจ เพราะสมัยก่อนไม่มีหมอพรทิพย์ ตรวจ DNA ไม่ได้ และคิดว่าเรื่องนี้จบลงแล้ว

แต่แล้ววันหนึ่งนาธันมาพบท่าน และพูดให้ดาวิดฟังเลย

"1 พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์ว่า 'ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งมั่งมี อีกคนหนึ่งยากจน
2 คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก
3 แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้ และอยู่กับเขา มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียวกับเขา นอนในอกของเขา และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา
4 ฝ่ายคนมั่งมีคนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็น อาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน"
5 ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก และรับสั่งแก่นาธันว่า 'พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย
6 และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่างนี้ และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต'
7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า 'ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น...' " (2ซามูเอล 12:1-7)

ดาวิดใช้มาตรฐานในการพิพากษา คือ เศรษฐีผู้นั้นต้องตาย และนาธันก็ได้เฉลยว่า "ท่านแหละคือชายผู้นั้น"

อย่ากล่าวโทษ เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน ถ้าเรากล่าวโทษว่าผู้อื่นไม่สัตย์ซื่อ แล้วเราสัตย์ซื่อกับพระเจ้าหรือเปล่า?

พระเยซูคริสต์มิให้เรากล่าวโทษ แต่ให้ช่วยเหลือ

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Tuesday, 23 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (4/9)

มัทธิวบทที่ 7: ลักษณะของผู้ที่เป็นคนของพระเจ้า

มัทธิวบทที่ 7 กล่าวถึงลักษณะของผู้ที่เป็นคนของพระเจ้า ถ้าคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นคริสเตียน เขาจะต้องมีคุณสมบัติที่กล่าวในมัทธิวบทที่ 7

10 กว่าปีนี้ ได้เกิดเรื่องที่น่าสลด เพราะคริสตจักรยกคนที่มีของประทาน มากกว่าคนที่มีชีวิตคริสเตียนที่ดี แต่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า

"มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้" (มัทธิว 7:21)

คนที่เป็นคนของพระเจ้าจริง ๆ อย่าดูที่ของประทาน แต่ดูที่ชีวิตของเขา

ถ้ามีกล่องกล่องหนึ่ง หน้ากล่องเขียนว่า "โนเกีย" เมื่อพี่น้องเห็นกล่องนี้ คิดว่าเปิดกล่องออกมาแล้วจะพบอะไร? อาจจะไม่ใช่โนเกียก็ได้ อาจจะเป็นโนกัว ดังเช่นที่ประเทศลาว บางครั้งอาจพบเห็นกล่องเขียนว่า "นีโลเกีย" แต่เมื่อเปิดออกมากลับกลายเป็น "โตชิโบ"

คนที่มีของประทาน บางครั้งอาจไม่ใช่คนของพระเจ้าก็ได้ แต่คนที่เป็นของพระเจ้าจะต้องสำแดงชีวิตของพระเจ้า นี่คือใจความสำคัญของมัทธิวบทที่ 7 ทั้งหมด

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Monday, 22 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (3/9)

มัทธิวบทที่ 6: การดำเนินชีวิตคริสเตียน

มัทธิวบทที่ 6 กล่าวถึงการดำเนินชีวิตของคริสเตียน เพราะชีวิตคริสเตียนอยู่ในโลกที่ถูกสาปแช่ง พบความทุกข์ยากลำบาก โดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากิน พระเจ้าทรงเข้าพระทัยความรู้สึกและความต้องการของมนุษย์ดี พระองค์จึงสอนว่า

"31 เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม
32 เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้
33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้
34 เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว" (มัทธิว 6:31-34)

พระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้ ไม่ใช่แค่ให้พอดี แต่เกินความพอดีเสียอีก ดังจะเห็นได้ว่า แท้จริงวันนี้เรารับประทานอาหารเพียงแค่ 20 บาทก็อิ่มแล้ว แต่เรารับประทานอาหารมื้อละเท่าไร? นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเพิ่มเติมให้แก่เรา ดังนั้น อย่ากระวนกระวาย

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Sunday, 21 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (2/9)

มัทธิวบทที่ 5: ความสัมพันธ์ 5 ประการของคริสเตียน

ท่านขงจื้อได้สอนเรื่องความสัมพันธ์ 5 ประการ (อู่หลุน) ได้แก่

  1. กษัตริย์กับประชาชน ผู้ปกครองกับประชาชน
  2. พ่อแม่กับลูก
  3. สามีกับภรรยา
  4. พี่กับน้อง
  5. เพื่อนกับเพื่อน

แต่สำหรับจริยธรรมคริสเตียน ได้มีความสัมพันธ์เพิ่มอีก 2 อย่าง ซึ่งขงจื้อไม่มี ได้แก่

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าพระผู้สร้าง
  2. ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับศัตรู นี่คือเอกลักษณ์ที่สำคัญ

เมื่ออ่านมัทธิวบทที่ 5 พระเจ้าทรงเน้นความสัมพันธ์ คือ ความสัมพันธ์กับคนที่เราเกลียดและเกลียดเรา หรือความสัมพันธ์กับศัตรู

สาวกของพระองค์ ต้องการให้พระองค์กำจัดศัตรูของชาวยิว นั่นคือโรมัน แต่พระเยซูคริสต์ตรัสสอนให้อธิษฐานเผื่อศัตรู ทำดีแก่ศัตรู เช่นนี้แหละจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของพระองค์

พระองค์ปรับเปลี่ยนชีวิตของเราทุกคน

เมื่อข้าพเจ้าเรียก พี่น้องผู้ชายคนหนึ่งจากที่ประชุม และถามว่าคนนี้เป็นพี่น้องกับผมหรือไม่ พี่น้องจะตอบว่าเช่นไร? พ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อของพ่อ.....ของผม คือ อาดัม และ แม่ของแม่ของแม่ของแม่ของแม่ของแม่.....ของผม คือ เอวา ดังนั้นเราจึงเป็นพี่น้องกัน

พระเจ้าทรงกำลังปรับเปลี่ยนความคิดของเรา เพราะเราทั้งหลายมาจากพ่อแม่คนเดียวกันทางสายเลือด คือ อาดัม และเอวา

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Saturday, 20 November 2010

จริยธรรมของคริสเตียน (1/9)


"1 อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน
2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น
3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก
4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า 'ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ' แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง
5 ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
6 อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย และจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย
7 จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
8 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา
9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง
10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์
12 จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน นั่นคือธรรมบัญญัติ และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ" (มัทธิว 7:1-12)


เวลาเหลือน้อยแล้วนะครับ ขอที่เราจะระลึกเสมอว่า "พระคุณของพระเจ้าให้เราไม่มีวันสิ้นสุด แต่วันเวลาที่เราจะรับใช้พระเจ้ามีวันสิ้นสุด" ขอที่เราจะรีบฉวยโอกาส ขณะที่ยังมีชีวิตและร่างกายอยู่นี้

 

มัทธิวบทที่ 5-7: ลักษณะของจริยธรรมคริสเตียน

มัทธิวบทที่ 5-7 ได้กล่าวถึงจริยธรรมของคริสเตียน ซึ่งเป็นจริยธรรมที่ไม่เหมือนอื่นใดในโลก ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 3 ประการที่สำคัญที่จริยธรรมคริสเตียนแตกต่างจากจริยธรรมของโลกนี้ ได้แก่

1. จริยธรรมคริสเตียนมีที่มาจากพระเจ้า ไม่ใช่ผลิตผลความคิดของมนุษย์

คำว่า "จริยธรรม" ในภาษาจีน คือ "เสินเปิ่น" มีความหมายว่า มาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากมนุษย์ ดังนั้น มาตรฐานจริยธรรมคริสเตียนแตกต่างจากจริยธรรมของโลกนี้

2. จริยธรรมคริสเตียน เป็นจริยธรรมซึ่งคนที่ไม่มีชีวิตของพระเยซูคริสต์ทำไม่ได้

นั่นหมายความว่าพระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับการกระทำนั้น แม้ว่าบางครั้งผู้ที่ไม่เชื่อจะมีจริยธรรมที่ดีกว่าคริสเตียนบางคน แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมรับการกระทำของเขา เพราะแรงจูงใจของเขาไม่ถูกต้อง คนที่สามารถปฏิบัติจริยธรรมคริสเตียนได้ จะต้องเป็นคนที่มีชีวิตจากพระเยซูคริสต์เท่านั้น

"ถึงแม้เราจะเป็นครูสอนร้องเพลงเก่งขนาดไหน แต่เราก็สอนคนใบ้ร้องเพลงไม่ได้
ถึงแม้เราจะเป็นครูสอนวิ่งเก่งขนาดไหน เราก็สอนคนขาด้วนวิ่งแข่งไม่ได้
ถึงแม้เราจะเป็นครูสอนวาดสีน้ำที่เก่งที่สุดในโลก แต่เราก็สอนคนตาบอดวาดสีน้ำไม่ได้"

นั่นเป็นเพราะเขาเหล่านั้นไม่มีขีดความสามารถของชีวิต เช่นเดียวกัน คนที่จะสามารถดำเนินชีวิตจริยธรรมคริสเตียน ต้องมีชีวิตจากพระเยซูคริสต์เท่านั้น

3. จริยธรรมคริสเตียน เป็นหน้าที่ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เราทำ

คนโลกนี้ทำดีด้วยแรงจูงใจเพื่อตัวเองจะมีความสุข หรือเพื่อจะรับความรอด แต่คริสเตียนทำดีไม่ใช่เพื่อรับความรอด เรารอดแล้วเราจึงทำดี นี่เป็นหน้าที่ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เราทำ

ในพระคัมภีร์ มีอย่างน้อย 20 กว่าข้อความ ที่บอกว่า คริสเตียนถูกสร้างมาเพื่อให้ทำดี ไม่ใช่เพื่อรับความรอด พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า

"ฉันใดก็ดี เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น ก็จงพูดด้วยว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำเท่านั้น' " (ลูกา 17:10)

ขอหนุนใจพี่น้องที่จะศึกษา "คำเทศนาบนภูเขา" ในมัทธิวบทที่ 5-7 อย่างลึกซึ้ง เพราะพระธรรมตอนนี้ เป็นชีวิตคริสเตียนที่ครอบคลุมทุกด้าน

 

อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์

คำเทศนาการนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/11/2010

เรื่อง จริยธรรมของคริสเตียน

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Friday, 19 November 2010

งานฟื้นฟู "เราจะไป": ข่าวประเสริฐ (7/7)

4. ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องพระคุณของพระเจ้า (2)

เมื่อพระเจ้าทรงเรียกอาจารย์เปาโล พระองค์ทรงใช้คริสเตียนอีกท่านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก คือ อานาเนีย

"10 ในเมืองดามัสกัสมีศิษย์คนหนึ่งชื่ออานาเนีย องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับผู้นั้นโดยนิมิตว่า 'อานาเนียเอ๋ย' อานาเนียจึงทูลตอบว่า 'พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์อยู่ที่นี่'
11 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า 'จงลุกขึ้นไปที่ถนนที่เรียกว่าถนนตรง ถามหาชายคนหนึ่งชื่อเซาโลชาวเมืองทาร์ซัสอยู่ในตึกของยูดาส เพราะดูเถิด เขากำลังอธิษฐานอยู่
12 และเขาได้เห็นคนหนึ่งชื่ออานาเนีย เข้ามาวางมือบนเขา เพื่อเขาจะเห็นได้อีก'
13 แต่อานาเนียทูลตอบว่า 'พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินหลายคนพูดถึงคนนั้นว่า เขาได้ทำร้ายวิสุทธิชนของพระองค์ ในกรุงเยรูซาเล็มมาก
14 และในที่นี่เขาได้อำนาจมาจากพวกมหาปุโรหิต ให้ผูกมัดคนทั้งปวงที่อธิษฐานออกพระนามของพระองค์'
15 ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า 'จงไปเถิด เพราะว่าคนนั้นเป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ สำหรับจะนำนามของเราไปยังประชาชาติ กษัตริย์และพวกอิสราเอล
16 เพราะว่าเราจะสำแดงให้เขาเห็นว่า เขาจะต้องทนทุกข์ลำบากมากเท่าใดเพราะนามของเรา'
17 แล้วอานาเนียก็ไป และเข้าไปในตึกวางมือบนเซาโล กล่าวว่า 'พี่เซาโลเอ๋ย องค์พระผู้เป็นเจ้า คือพระเยซูได้ทรงปรากฏแก่ท่านกลางทางที่ท่านมานั้น ได้ทรงใช้ข้าพเจ้ามา เพื่อท่านจะเห็นได้อีก และเพื่อท่านจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เต็มบริบูรณ์'
18 และในทันใดนั้นมีอะไรเหมือนเกล็ดตกจากตาของเซาโล แล้วก็เห็นได้อีก ท่านจึงลุกขึ้นรับบัพติศมา" (กิจการ 9:10-18)

ขณะเมื่ออาจารย์เปาโลตาบอดและอธิษฐาน พระเจ้าก็ได้ทรงเรียกอานาเนีย ซึ่งเป็นสาวกคนหนึ่ง และหลังจากเหตุการณ์นี้ก็ไม่มีใครได้ยินเรื่องราวของอานาเนียอีก

ครั้งแรกอานาเนียไม่ยอมไป เพราะกลัว แต่พระเจ้ามีแผนการใหญ่ที่จะใช้ชีวิตอาจารย์เปาโล และพระองค์ประสงค์ที่จะใช้ชีวิตของอานาเนียให้มีส่วนในงานของพระองค์ อานาเนียก็ได้เชื่อฟังพระเจ้า ออกไปหาเปาโล นำเปาโลมาหาพระเจ้า

แม้ว่าเปาโลจะบาปเพียงไร พระเจ้าก็ทรงยกโทษให้ได้ และแม้ว่าอานาเนียจะเล็กน้อยเพียงไร พระเจ้าก็ทรงใช้ได้

และโดยชีวิตของเปาโล เราต้องขอบคุณอานาเนีย ถ้าอานาเนียไม่ออกไป เราอาจไม่มีเปาโล และไม่ทราบว่าจะเป็นเช่นไร แต่เป็นเพราะสาวกคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก ได้เชื่อฟังพระเจ้า ออกไป นี่เป็นฤทธิ์เดชของพระกิตติคุณ และฤทธิ์เดชนี้จะขับเคลื่อนชีวิตของเรา

จุดยืนของเราอยู่ที่พระเยซูคริสต์ ถ้าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า ความเชื่อเราก็ไร้ประโยชน์ แต่ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริง พระกิตติคุณก็เป็นสิ่งที่มีค่ามากสุด เพราะพระกิตติคุณเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า สามารถช่วยจิตวิญญาณมนุษย์ได้ ถ้าใครเชื่อ เขาจะพบกับความรอด ได้ชีวิตนิรันดร์ ได้สิทธิเป็นบุตรของพระเจ้า พ้นจากการพิพากษา และได้อยู่กับพระเจ้าตลอดไป

นี่เป็นเรื่องจริง เพราะพระคริสต์เมื่อทรงฟื้นขึ้นมา พระองค์ก็ทรงปรากฎพระองค์เองให้กับสาวกของพระองค์ คนเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงโลก และบัดนี้พระองค์ทรงประทานพระวิญญาณเพื่อยืนยัน เป็นวิญญาณที่อยู่ในเรา

วันที่เราต้อนรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิต เป็นวันที่เราให้พระองค์เสด็จมาเป็นส่วนในชีวิตของเรา เราจึงสามารถมีประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้าได้ เมื่อเรายอมให้พระเจ้าครอบครองชีวิตเรา ขับเคลื่อนชีวิตของเรา

"เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย มิใช่หยาบโลนลามก มิใช่วิวาทริษยากัน" (โรม 13:13)

คนที่เมาพระวิญญาณ ฤทธิ์ของพระวิญญาณจะนำคนนั้น ที่เขาจะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า เขาจะไม่กลัวการท้าทายที่มาถึงชีวิตของเขา

เราจะยอมรับการท้าทายหรือไม่? เราจะไม่นั่งอยู่เฉย ๆ แต่เราจะเป็นเหมือนอานาเนีย ที่จะออกไป และพบกับเปาโล และพระเจ้าจะใช้เรา

ขอที่เราจะเห็นคุณค่าของพระกิตติคุณ พระคุณของพระเจ้าจะต้องได้รับการสำแดงให้คนไทยอีกมากมาย มีคนที่เป็นมหาเศรษฐีกำลังรอเรา คนที่จะเข้ามาบริหารประเทศไทยกำลังรอเราอยู่ คนที่พระเจ้าจะใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยกำลังนั่งรอเราอยู่ คนจำนวนมากมายกำลังรอเราอยู่ ขอพระเจ้าใช้เราที่จะออกไป


ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล

สรุปคำเทศนางานฟื้นฟู "เราจะไป" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/09/2010

เรื่อง ข่าวประเสริฐ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

Thursday, 18 November 2010

งานฟื้นฟู "เราจะไป": ข่าวประเสริฐ (6/7)

4. ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องพระคุณของพระเจ้า (1)

"9 เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในพวกอัครทูต และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต เพราะว่าข้าพเจ้าได้เคี่ยวเข็ญคริสตจักรของพระเจ้า
10 แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็เนื่องด้วยพระคุณของพระเจ้า และพระคุณของพระองค์ซึ่งได้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้านั้น มิได้ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้ากลับทำงานมากกว่าพวกเขาเสียอีก มิใช่ตัวข้าพเจ้าเองทำ พระคุณของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่กับข้าพเจ้าต่างหากที่ทำ" (1โครินธ์ 15:9-10)

ไม่ว่าเราจะบาปเพียงไร พระองค์ก็ทรงช่วยเราได้

อาจารย์เปาโลได้เห็นพระคุณของพระเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงเลือกท่าน ท่านสำนึกพระคุณเสมอ เพราะพระคุณของพระเจ้าได้ขับเคลื่อนชีวิตของท่าน

อะไรขับเคลื่อนชีวิตของเราอยู่? อะไรคือจุดยืนของเราในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเรา? ถ้าจุดยืนของเราอยู่ที่พระเยซูคริสต์ เราจะต้องพิจารณาการใช้ชีวิตของเรา เราจะต้องถามตัวเองว่า พระกิตติคุณที่เราเชื่อมีค่ามากเพียงไรกับชีวิตเรา? สิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นจริงหรือไม่? ถ้าเป็นเรื่องจริง เราควรจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงนั้นอย่างไร? แล้วเราจะสำนึกต่อพระคุณของพระเจ้าเช่นไร? คำถามเหล่านี้เราควรจะถามตัวเราเอง

พระคุณของพระเจ้า ได้ขับเคลื่อนชีวิตของอาจารย์เปาโล ท่านได้ประกาศข่าวประเสริฐอย่างทุ่มเทและเสียสละ ทำงานมาก ได้พบปัญหาเจออุปสรรคมากมาย ต้องต่อสู้กับการต่อต้านจากชาวยิวที่คิดว่าท่านเป็นคนที่หักหลัง เป็นคนทรยศต่อประเทศชาติ ต่อศาสนา ต่อความเชื่อ ต่อพระเจ้า คนยิวประณามอาจารย์เปาโล และตามฆ่าท่าน ท่านต้องหนีหัวซกหัวซุน เมื่ออาจารย์เปาโลจะเข้าไปหาพี่น้องคริสเตียน พี่น้องคริสเตียนก็ไม่ไว้ใจ เพราะคิดว่าท่านเป็นผู้ที่เข้ามาแฝงตัว ท่านเข้าวงในของกลุ่มคริสเตียนไม่ได้ ท่านได้ทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ชีวิตของท่านเองต่อคริสเตียนทั้งหลาย ท่านไม่ย่อท้อต่อการรับใช้พระเจ้า เพราะท่านสำนึกพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อท่านเสมอ

ไม่มีใครบาปเกินไปที่พระเจ้าจะทรงยกโทษให้ไม่ได้ และไม่มีใครเล็กน้อยเกินไปที่พระเจ้าทรงใช้ไม่ได้


ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล

สรุปคำเทศนางานฟื้นฟู "เราจะไป" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/09/2010

เรื่อง ข่าวประเสริฐ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

Wednesday, 17 November 2010

งานฟื้นฟู "เราจะไป": ข่าวประเสริฐ (5/7)

3. ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องจริง (2)

คนกลุ่มนี้ (เหล่าสาวก) ไม่ว่าไปที่ไหน ผู้คนก็จะเรียกพวกเขาว่าเป็นพวกคว่ำโลก เพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่กลัวความตาย

มัทธิว ประกาศที่เอธิโอเปีย ถูกดาบฟันเสียชีวิต

มาระโก ถูกลากไปตามถนนและถูกหินขว้างตายที่เมืองอเล็กซานเดรีย

ลูกา ประกาศที่เมืองกรีซ ถูกจับแขวนคอไว้บนต้นไม้

เปโตร ถูกตรึงบนไม้กางเขนโดยเอาหัวลง ที่กรุงโรม

ยากอบ ถูกตัดคอที่เยรูซาเล็ม

มัทธิว ถูกถลกหนัง

แอนดรู ท่านได้เทศนาเรื่องพระเยซูคริสต์จนถูกจับตรึงตายบนไม้กางเขน

ยูดาห์ ถูกธนูยิงจนตาย

อาจารย์เปาโล ถูกตัดศีรษะที่กรุงโรม

ทำไมคนเหล่านี้ยอมตายเพื่อพระเยซูคริสต์? ทำไมพวกเขาไม่กลัวที่จะเผชิญความทุกข์ยากลำบากและความตาย? ก็เพราะว่าพวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์

ศ.โธมัส อาโนล ได้พิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการเป็นจากความตายของพระคริสต์ เช่นเดียวกับที่ได้มีหลายหมื่นคนพยายามพิจารณาหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบ เหมือนที่ผู้พิพากษาพิจารณาคดีสำคัญ และท่านก็ได้พยายามทำเช่นนี้หลายครั้งหลายหน ไม่ใช่เพื่อชักจูงคนอื่น แต่เพื่อความพอใจของท่านเอง และท่านก็ได้พบว่าไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่มีพยานหลักฐานทุกชนิดครบถ้วนเช่นนี้ นับเป็นพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้มากที่สุด

ลอร์ด ลิน เฮิร์ด ประธานศาลฎีกาประเทศอังกฤษหลายสมัย และอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ได้เขียนว่า

"ข้าพเจ้ามีความรู้ไม่น้อยเรื่องพยานหลักฐาน และข้าพเจ้าขอบอกว่าพยานหลักฐานเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ ยังไม่มีสิ่งใดมาหักล้างได้เลย"

ศ. ไซมอน กรีนลีฟ ผู้ก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ได้เขียนเกี่ยวกับพยานหลักฐานจากพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม ท่านได้สรุปหลังจากศึกษาว่า

"นี่คือความจริง พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาจริง ๆ และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานั้น เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลก ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องจริง เพราะไม่เพียงแต่เปลี่ยนชีวิตของคนในอดีต พระองค์ยังคงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนในปัจจุบัน และพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เมื่อเรามีประสบการณ์กับพระองค์ เราจะรู้ว่าพระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้ ให้ความหวังนิรันดร์ได้

ถ้าพระเยซูคริสต์ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว พวกเราก็เป็นคนที่น่าสมเพศมากที่สุด ที่มานมัสการคนตาย มีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ และการเทศนาของอาจารย์เปาโลก็ไม่มีหลักการเลย


ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล

สรุปคำเทศนางานฟื้นฟู "เราจะไป" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/09/2010

เรื่อง ข่าวประเสริฐ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

Tuesday, 16 November 2010

งานฟื้นฟู "เราจะไป": ข่าวประเสริฐ (4/7)

3. ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องจริง (1)

ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ตรัสก็ต้องเป็นความจริง พระวจนะก็เป็นความจริง ตลอดทุกยุคทุกสมัยมีคนมากมายพยายามพิสูจน์ว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า และพระคัมภีร์ไม่ใช่พระวจนะ แต่คนเหล่านั้นก็ต้องพ่ายแพ้ เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะข่าวประเสริฐเป็นเรื่องจริง

"5 พระองค์ทรงปรากฏแก่เคฟาส แล้วแก่อัครทูตสิบสองคน
6 ภายหลัง พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ซึ่งส่วนมากยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว
7 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่ยากอบ แล้วแก่อัครทูตทั้งหมด
8 ครั้งหลังที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้า ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด" (1โครินธ์ 15:5-8)

ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องจริง เพราะพระคริสต์ทรงฟื้นจากความตายจริง ๆ พระองค์ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาโดยไม่มีใครเห็น แต่อาจารย์เปาโลได้บอกว่า พระองค์ได้ทรงปรากฎแก่อาจารย์เปาโล อัครทูต 12 คน และผู้เชื่อ 500 กว่าคนพร้อมกัน เหตุการณ์เหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่นิทานหรือเรื่องที่แต่งขึ้นโดยมนุษย์ แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เป็นประสบการณ์ของสาวกของพระองค์ และชีวิตพวกของเขาเมื่อได้พบพระองค์ก็เป็นชีวิตที่ไม่มีเหมือนเก่า

ถ้าเราอ่านถึงเรื่องราวของสาวกของพระเยซูคริสต์ในพระกิตติคุณ และในพระธรรมกิจการ เราจะพบว่าต่างกันเหมือนเป็นคนละคนเลย เพราะในกิจการ พวกเขาจริงจังกับการประกาศข่าวประเสริฐโดยไม่กลัวสิ่งใดเลย เขาให้พระเยซูคริสต์อย่างสุดหัวใจ และยอมตายเพื่อพระองค์ เพราะประสบการณ์ของเขา

ยากอบ เป็นน้องชายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปฏิเสธพระองค์และคิดว่าพระองค์ทรงเป็นคนบ้า แต่หลังจากที่พระองค์ปรากฎแก่เขาหลังจากที่ทรงฟื้นพระชนม์แล้ว ยากอบก็ได้กลายเป็นผู้นำของคริสตจักร และเรียกพระองค์ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า" เพราะเขามีประสบการณ์เห็นพระองค์ฟื้นจากความตาย

เปาโล เคยต่อต้านและข่มเหงคริสเตียน แต่เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับพระเยซูคริสต์ เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิต เขาเคยเป็นผู้ที่ข่มเหงคริสเตียน เนื่องจากชาวยิวได้ถือว่าคริสเตียนเป็นพวกทรยศชาติ ทำลายชาติ จะต้องกำจัด และเปาโลก็เชื่อมั่นเช่นกันว่าคริสเตียนเป็นพวกที่สอนผิด แต่เมื่อเขาเดินทางไปดามัสกัส ก็ได้พบกับแสงสว่าง เขาได้รู้ทันทีว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เขาไม่รู้ว่าคือผู้ใด

"3 เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้น มีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ
4 เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสมาว่า 'เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม'
5 เซาโลจึงทูลถามว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด' พระองค์ตรัสว่า 'เราคือเยซู ซึ่งเจ้าข่มเหง' " (กิจการ 9:3-5)

เซาโลไม่เคยคิดข่มเหงพระเจ้ามาก่อน เขาข่มเหงแต่คริสเตียน แต่เสียงนั้นกลับบอกว่าเขาได้ข่มเหงพระองค์ หลังจากนั้น ชีวิตของอาจารย์เปาโลก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย


ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล

สรุปคำเทศนางานฟื้นฟู "เราจะไป" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/09/2010

เรื่อง ข่าวประเสริฐ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

Monday, 15 November 2010

งานฟื้นฟู "เราจะไป": ข่าวประเสริฐ (3/7)

2. ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด

"เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์" (1โครินธ์ 15:3)

ข่าวประเสริฐ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรอดของจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นเรื่องที่มีคุณค่ามากที่สุด

มีสิ่งที่สำคัญ 2 สิ่ง ที่จะคงอยู่เป็นนิจนิรันดร์ ได้แก่ พระวจนะของพระเจ้า และจิตวิญญาณของมนุษย์

จิตวิญญาณมนุษย์จะดำรงอยู่นิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณที่ได้รับการช่วยเหลือ พบกับความรอด และอยู่กับพระเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์ หรือจิตวิญญาณที่จะต้องถูกพิพากษา และตกนรกเป็นนิตย์ เรื่องจิตวิญญาณมนุษย์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

"เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา" (มัทธิว 16:26)

พระเยซูคริสต์ทรงตีค่าจิตวิญญาณมนุษย์มากกว่าสรรพสิ่งในโลก แต่หลายครั้งมนุษย์ตีค่าจิตวิญญาณของตัวเองน้อยเกินไป บางครั้งเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้เพื่อการดำรงชีวิตมากเกินไป

นักเคมีผู้หนึ่ง ได้บอกว่า ร่างกายเรา ถ้านำเอาสารต่าง ๆ มาขาย จะมีค่าแค่ประมาณ 95 เซ็นต์ แต่นักเคมีอีกผู้หนึ่ง ก็ได้ศึกษา และได้พยายามศึกษาเช่นกัน หลังจากที่ศึกษาเสร็จแล้วบอกว่ามีค่าประมาณ 6,000,000 เหรียญ แต่ไม่ว่าแท้จริงแล้วจะเป็นเท่าไร พระเยซูคริสต์ทรงตีค่าชีวิตเรามากกว่าทรัพย์สมบัติทั้งโลก

อาจารย์เปาโลจึงได้เน้นย้ำความสำคัญของพระกิตติคุณ เพราะพระกิตติคุณเป็นเรื่องความรอดของมนุษย์

คริสเตียนทุกคนได้รับสิทธิพิเศษที่ได้ถือข่าวดีนี้ เพื่อที่จะบอกให้กับคนอื่น ๆ เพื่อที่จะได้ใช้ฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า

"16 เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย
17 เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ" (โรม 1:16-17)

อาจารย์เปาโลเข้าใจถึงความสำคัญข่าวประเสริฐ เพราะท่านรู้ถึงฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐ ท่านจึงไม่มีความละอายในข่าวประเสริฐของพระเจ้า


ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล

สรุปคำเทศนางานฟื้นฟู "เราจะไป" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/09/2010

เรื่อง ข่าวประเสริฐ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

Sunday, 14 November 2010

งานฟื้นฟู "เราจะไป": ข่าวประเสริฐ (2/7)

1. ข่าวประเสริฐเป็นฐานที่มั่นคงของคริสตจักรและคริสเตียน

ไม่มีอะไรที่ทำลายความเชื่อของคริสเตียนได้ เพราะว่าฐานความเชื่อของเรามีศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซูคริสต์

ถ้าเราทำลายความเชื่อในพระเยซูคริสต์ได้ ก็เป็นการทำลายคริสเตียน คริสตจักร และคริสตศาสนาได้เลยทีเดียว เพราะข่าวประเสริฐเป็นเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ และพระองค์ทรงเป็นมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้

ได้มีสถาบันต่าง ๆ วิเคราะห์ถึงผู้นำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกนี้ และพระเยซูคริสต์ทรงเป็นอันดับหนึ่ง ยังไม่มีใครทำลายสถิตินี้ได้

ชีวิตของพระองค์เต็มไปด้วยการอัศจรรย์ พระองค์ทรงมีพระลักษณะที่โดดเด่นมาก คำสอนของพระองค์ก็ไม่มีวันตาย ชีวิตของพระองค์เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจในการสั่งสอนและในการทำพันธกิจต่าง ๆ และข่าวประเสริฐก็เป็นเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระองค์

ขณะที่อาจารย์เปาโลเขียนจดหมายถึงพี่น้องชาวโรม ท่านได้เขียนไว้ว่า

"3 ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สืบเชื้อสายจากดาวิด
4 แต่ฝ่ายพระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นบ่งไว้ด้วยฤทธานุภาพ คือโดยการเป็นขึ้นมาจากความตายว่า เป็นพระบุตรของพระเจ้า" (โรม 1:3-4)

ข่าวประเสริฐ เป็นเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์ อยู่ในโลกนี้ในสภาพของเนื้อหนัง ในสภาพของร่างกายมนุษย์จริง ๆ พระองค์ทรงดำเนินชีวิตตลอด 33 ปี และถูกตรึงไว้ที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ ในวันที่สามทรงฟื้นขึ้นมาใหม่ และได้ทรงสำแดงพระองค์เองต่อไปอีก 40 วัน หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ต่อหน้าต่อตาเหล่าสาวก

เรื่องราวพระองค์อาจฟังดูเหมือนนิยายหรือนิทาน แต่แท้จริงแล้วเรื่องราวของพระองค์เป็นข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์

พระองค์ทรงเป็นมหาบุรุษยิ่งใหญ่ที่เคยอยู่ในโลกนี้ ชีวิตของบุรุษผู้นี้มีชัยชนะเหนือความตาย และเดี๋ยวนี้พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่นี่คือความเชื่อของคริสเตียนที่เป็นจุดยืนของเรา เราจะต้องเชื่อในเรื่องราวนี้ ถ้าเราจะทำให้คริสตจักรและชีวิตคริสเตียนของเรามั่นคง เพราะนี่คือฐานของความเชื่อ

การสร้างตึกโรงแรมอิมพีเรียลที่เมืองโตเกียว ซึ่งมักจะมีแผ่นดินไหว ผู้ที่ออกแบบการสร้างได้รับการท้าทายที่จะสร้างฐานของโรงแรมที่มั่นคง ที่จะสามารถต้านแรงแผ่นดินไหวได้ สถาปนิกผู้ที่ออกแบบนี้ได้ศึกษาเรื่องดิน และได้ออกแบบสร้างฐานซึ่งมีประสิทธิภาพมาก เมื่อเขาสร้างโรงแรมเสร็จ เพียงไม่กี่ปี ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงสุดในรอบ 52 ปี ที่เมืองโตเกียว ตึกต่าง ๆ ล้อมรอบนั้นได้พังทลายหมด แต่มีโรงแรมอิมพีเรียลที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เพราะว่าฐานของโรงแรม

ชีวิตคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน ฐานความเชื่อของเรา คือ พระเยซูคริสต์ และข่าวประเสริฐก็เป็นเรื่องราวขององค์พระเยซูคริสต์ที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ดังนั้นการพูดถึงเรื่องข่าวประเสริฐ เราจะต้องพูดถึงพระองค์ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ความเชื่อของเรามั่นคงยิ่งขึ้น


ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล

สรุปคำเทศนางานฟื้นฟู "เราจะไป" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/09/2010

เรื่อง ข่าวประเสริฐ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

Saturday, 13 November 2010

งานฟื้นฟู "เราจะไป": ข่าวประเสริฐ (1/7)


"1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้ อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่
2 และซึ่งจะทำให้ท่านรอด ถ้าท่านยังยึดตามหลักคำสอนที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น เว้นเสียแต่ท่านได้เชื่อเฉยๆ
3 เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์
4 และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น
5 พระองค์ทรงปรากฏแก่เคฟาส แล้วแก่อัครทูตสิบสองคน
6 ภายหลัง พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ซึ่งส่วนมากยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว
7 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่ยากอบ แล้วแก่อัครทูตทั้งหมด
8 ครั้งหลังที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้า ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
9 เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในพวกอัครทูต และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต เพราะว่าข้าพเจ้าได้เคี่ยวเข็ญคริสตจักรของพระเจ้า
10 แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็เนื่องด้วยพระคุณของพระเจ้า และพระคุณของพระองค์ซึ่งได้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้านั้น มิได้ไร้ประโยชน์ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้ากลับทำงานมากกว่าพวกเขาเสียอีก มิใช่ตัวข้าพเจ้าเองทำ พระคุณของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่กับข้าพเจ้าต่างหากที่ทำ
11 เหตุฉะนั้นแม้ตัวข้าพเจ้าก็ดี หรือพวกเขาก็ดี เราทั้งหลายก็ได้ประกาศอย่างที่กล่าวมานั้น และท่านทั้งหลายก็ได้เชื่ออย่างนั้น" (1โครินธ์ 15:1-11)


ถ้าคริสตจักรสะพานเหลืองอยู่มาได้ถึง 114 ปี ก็ย่อมแสดงว่ามีอะไรมากมายที่อยู่ในคริสตจักรแห่งนี้ แต่บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่ามีของดีอยู่ ดังนั้น ขอที่เราจะใช้ศักยภาพของเราเพื่อขยายแผ่นดินของพระเจ้าและพระสิริของพระองค์

อาจารย์เปาโลได้เขียนจดหมายถึงพี่น้องชาวเมืองโครินธ์ เพื่อที่จะให้พวกเขาเข้าใจถึงความล้ำลึกของน้ำพระทัยของพระเจ้า

พระวจนะลับลึกเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ และผู้ที่จะเข้าใจถึงพระวจนะของพระองค์ได้ ก็คือ ผู้ที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผย

ในชีวิตคริสเตียน เราไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างโดดเดี่ยว แต่เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่คอยช่วยเรา และพระวิญญาณกับเนื้อหนังต่อสู้กันตลอด

บางครั้งเราอยากติดตามพระเจ้า แต่เนื้อหนังล่อลวงเรา นำเราไปจากทางของพระเจ้า ลืมพระวิญญาณ แต่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่าพระองค์ได้ทรงประทานพระวิญญาณของพระองค์ให้อยู่กับเรา

ขอพระเจ้าทรงเปิดเผยเราให้เข้าใจพระวจนะของพระองค์

คริสตจักรที่เมืองโครินธ์เต็มไปด้วยศักยภาพ เต็มไปด้วยผู้ที่มีของประทานฝ่ายวิญญาณมากมาย แต่ขณะเดียวกัน คริสตจักรที่นั่นก็มีปัญหามากมายในการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณอย่างไม่ถูกต้อง มีการแตกแยกกันเป็นอย่างน้อย 4 กลุ่ม เป็นก๊กเปาโล ก๊กอปอลโล ก๊กเปโตร และก๊กพระเยซูคริสต์ การแตกแยกในความคิดนี้ทำให้โครินธ์ไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่อย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะใช้พวกเขา

นอกจากนี้ คริสตจักรโครินธ์เต็มไปด้วยความผิดบาป เต็มไปด้วยคริสเตียนฝ่ายเนื้อหนัง แต่ขอบคุณพระเจ้าที่คริสตจักรเมืองโครินธ์ยังคงเชื่อฟังการตักเตือนของอาจารย์เปาโล ึ่งท่านอยากให้พวกเขาเข้าใจความสำคัญของการประกาศพระกิตติคุณ

มีคน 2 ประเภท ที่ไม่ชอบการประกาศพระกิตติคุณ นั่นคือ คนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน และคริสเตียน

บางครั้งเราคิดว่าผู้ที่ไม่เชื่อจะไม่ชอบฟังพระกิตติคุณ และคริสเตียนก็ไม่ชอบที่จะประกาศเช่นกัน แต่แท้จริงแล้ว ในประเทศไทย เวลานี้เป็นเวลาที่คนไทยหิวกระหายหาพระเจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประเทศไทย

การที่คริสเตียนหลายคนไม่ชอบและไม่เห็นคุณค่าของการประกาศพระกิตติคุณ หลายครั้งเป็นเพราะขาดความเข้าใจ แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องข่าวประเสริฐ ข่าวประเสริฐจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา และชีวิตเราจะอยู่เฉยไม่ได้

ข้าพเจ้าทำงานกับนักศึกษา อาจารย์ที่มหาวิทยาลัย และนักธุรกิจ และมักจะได้พบคำถามที่ท้าทายเกี่ยวกับเหตุผลเรื่องความเชื่อคริสเตียน และหลายครั้งมีคำถามที่ทำให้คริสเตียนเรากลับมาถามตัวเราเองว่าความเชื่อของเรานั้นมีเหตุผลหรือไม่ นี่เป็นความสำคัญของการปกป้องความเชื่อของเรา

ถ้าเราดูจากพระวจนะของพระเจ้าในตอนนี้ อาจารย์เปาโลให้เราคิดให้ดีในเรื่องข่าวประเสริฐ ซึ่งเป็นรากฐานของความเชื่อของเรา


ศจ. ยุทธศักดิ์ ศิริกุล

สรุปคำเทศนางานฟื้นฟู "เราจะไป" คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 10/09/2010

เรื่อง ข่าวประเสริฐ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

 

Friday, 12 November 2010

รักวิเศษ (7/7)

3. รักของพระเจ้าเป็นรักวิเศษ ทำให้เรามีความหวังและมีความสุขนิจนิรันดร์ (2)

ข้าพเจ้าทำงานกับนักโทษ ข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยมาก และสนุกมากเช่นกัน ตอนที่ข้าพเจ้าสนุกมากที่สุด ก็คือ ตอนที่เห็นคนที่ออกจากคุกมีงานทำ

เดือนที่แล้วมี 12 คนได้รับการปล่อยตัวออกมา และพักอยู่กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสอนพระคัมภีร์ถึงความรักของพระเจ้า 2-3 อาทิตย์ วันนี้ 12 คนนั้นมีงานทำอย่างดี ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก เมื่อเขารักพระเจ้า เชื่อในพระเจ้า พระเจ้าจัดเตรียมสิ่งที่ดีเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจได้

หญิงคนหนึ่ง อยู่ในคุก 15 ปี เมื่อเธอออกมา เธอแทบไม่รู้จักถนนหนทางในกรุงเทพฯ เลย เพราะเธอเข้าในคุกตั้งแต่อายุ 21 ปี ออกมาก็อายุย่าง 37 ปี แต่ในที่สุด เธอก็ได้งานที่บริษัทแห่งหนึ่งที่แถว ๆ ถนนสีลม

ชายคนหนึ่ง อยู่ในคุก 7 ปี ได้เข้าไปทำงานในธนาคารซิตี้แบงค์

และมีอีกคนหนึ่ง ได้ทำงานในบริษัทโตโยต้า

มีหลาย ๆ คนได้งานที่ดี ข้าพเจ้ามีความสุข เพราะนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบเห็นเป็นคำตอบจากพระเจ้า สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ และรับความรักพระองค์เข้ามาในชีวิต พระองค์จะทรงประทานความหวัง ความสุข และความเจริญก้าวหน้าให้แก่คนเหล่านั้น

ข้าพเจ้าอยากอ้อนวอนและเรียกร้องท่านทั้งหลาย

สำหรับผู้ที่เป็นคริสเตียน ขอพระเจ้าอวยพรที่ท่านจะรับใช้พระเจ้ามาก ๆ ขึ้น และเมื่อดำเนินชีวิตทุกวัน ขอความรักของพระเจ้าเติบใหญ่ในชีวิตของท่านตลอดเวลา

สำหรับพี่น้องที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ข้าพเจ้าขอท้าทายว่า พระเจ้าทรงรักท่าน และพระองค์ทรงเตรียมสิ่งที่ดีในชีวิต สิ่งเดียวที่ท่านควรจะทำ คือ ให้ท่านเลือกว่า ท่านจะเป็นแบบคนเดิม หรือจะรับความอัศจรรย์ใหม่เข้ามาในชีวิตของพวกท่าน

ถ้าท่านอยากพบการอัศจรรย์เกิดขึ้นในชีวิต อยากจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเจ้าจะทรงประทานให้แก่ท่าน ท่านจะต้องเชื่อและวางใจในพระองค์

 

ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

การนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 31/10/2010

เรื่อง รักวิเศษ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Thursday, 11 November 2010

รักวิเศษ (6/7)

3. รักของพระเจ้าเป็นรักวิเศษ ทำให้เรามีความหวังและมีความสุขนิจนิรันดร์ (1)

มีคำพูดหนึ่ง กล่าวว่า "ใครที่สัมผัสถึงความรักของพระเจ้า เขาจะมีความสุขและความหวังนิจนิรันดร์"

คริสเตียนหลายคนที่รู้สึกท้อใจและห่อเหี่ยวใจต้องฟังให้ดี เพราะถ้าเรามีความรักของพระเจ้าแล้ว ความท้อใจความผิดหวังและความเจ็บปวดจะเป็นสิ่งที่จะมาเยี่ยมเยียนในชีวิตของเราเพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่จะอยู่ในชีวิตในชีวิตของเราตลอด คือ "ความสุขและความหวังนิจนิรันดร์"

เมื่อพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เสด็จมาอยู่ในเรา พระองค์ทรงได้ทรงประทานความสุขและความหวังนิจนิรันดร์ในชีวิตของเรา ใครจะแย่งชิงไปจากเราไม่ได้

วันหนึ่ง ถ้าได้ไปเยี่ยมเยียนพันธกิจของข้าพเจ้าในเรือนจำ และเห็นคริสเตียนนมัสการพระเจ้าในเรือนจำ ถ้าหากไม่ได้ดูสภาพข้างนอกเลย ก็จะดูไม่ออกเลยว่าที่นั่นคือคุก เพราะเมื่อนักโทษในเรือนจำสรรเสริญนมัสการพระเจ้านั้น พวกเขานมัสการ ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าอย่างมีความสุขเหลือเกิน จนเจ้าหน้าที่หลายคนกลับใจเป็นคริสเตียน

ไม่นานมานี้ ผู้บัญชาการท่านหนึ่งได้กลับใจเป็นคริสเตียน ด้วยคำถามง่าย ๆ คำถามหนึ่งในใจของท่าน ท่านได้ทำงานที่นั่นมา 29 ปี จนได้เป็นผู้บัญชาการ จนวันหนึ่ง ท่านเดินในเรือนจำ และได้เห็นนักโทษกลุ่มหนึ่งนมัสการพระเจ้า แต่ละคนติดคุก 10 กว่าปี ต่างปรบมือร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ยิ้มแย้มแจ่มใส กระโดดโลดเต้น แม้ไม่มีเครื่องดนตรี ผู้บัญชาการผู้นี้ก็ถามว่า "คนเหล่านี้ทำอะไรกัน?" ลูกน้องก็บอกว่า "นี่คือพวกคริสเตียน เขานับถือพระเยซูคริสต์ และขออนุญาตที่จะนมัสการในวันอาทิตย์"

ผู้บัญชาการท่านนี้ได้ยืนดูเหล่านักโทษร้องเพลงครึ่งชั่วโมง และกลับไปห้องของท่าน

วันจันทร์ต่อมา ท่านได้โทรศัพท์มาหาข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ได้เดินทางไปพบท่านตอนบ่าย ท่านถามข้าพเจ้าว่า "ผมมีคำถามประหลาดหน่อยนะ เมื่อวานผมเห็นนักโทษพวกที่นับถือคริสต์ เห็นเขากระโดดร้องเพลงกัน ดูเขามีความสุขเหลือเกิน ดูเขายิ้มแย้มแจ่มใส มีสันติสุข ข้าพเจ้ายืนดูอยู่ครึ่งชั่วโมง ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นนักโทษเลย หน้าตาเบิกบานเหลือเกิน เพราะอะไรไม่รู้ อาจารย์ช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อย"

เรานั่งคุยกัน 1 ชั่วโมง จนในที่สุด ท่านก็ได้บอกว่า "ถ้าการรู้จักพระเยซูคริสต์แล้วทำให้ชีวิตเบิกบานแม้อยู่ในความทุกข์ ผมก็อยากเป็นคริสเตียน"

ข้าพเจ้าก็ตอบท่านนั้นว่า "ท่านสามารถเป็นคริสเตียนได้เลย แล้วไม่ว่าท่านจะมีภาระหนักเพียงไร ท่านจะร่าเริงและมีความชุ่มชื่นในชีวิต"

วันนี้ชายผู้นี้เป็นคริสเตียนที่รักพระเจ้ามาก เป็นผู้บัญชาการที่จ่อคิวขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในกรมราชทัณฑ์ และทุกวันเมื่อข้าพเจ้าพบท่าน หรือคุยโทรศัพท์กับท่าน ข้าพเจ้าก็ถามท่านว่า "ท่านสบายดีไหม?" สิ่งที่ท่านตอบคือ "อาจารย์ลองภูมิผมหรือเปล่า?" ท่านจะตอบเช่นนี้เสมอว่า "สำหรับผมวันนี้ สบายตลอดเวลา มีความสุขตลอดเวลา"

ถ้าหากว่าเรากำลังเผชิญกับสิ่งที่ทำให้ขาดความสุขและความหวัง สิ่งที่ทำให้เหนื่อยอ่อนและท้อใจ ขอให้เราถามใจของเราว่า "พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในใจของเราหรือไม่?"

ถ้าความรักของพระเยซูคริสต์อยู่ในเรา ไม่มีทางเลยที่เราจะเหน็ดเหนื่อยและท้อใจ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก เป็นพลังแห่งความสุขและความรักในชีวิตของเราผู้เชื่อเสมอ

ความรักของพระองค์เสด็จมาแล้วในโลกนี้ พระองค์ทรงเสด็จมาหาเราทั้งหลายทุกคน เราจะพบความรักของพระองค์ เพียงเข้ามาหาพระองค์ เชื่อในพระองค์ แล้วเราจะได้รับความรักอันยิ่งใหญ่นี้ และความรักนี้จะทำให้เราทั้งหลายมีความสุขชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าเหน็ดเหนื่อย มีความทุกข์ หรือมีความสุข พระองค์จะทรงเป็นองค์อัศจรรย์ที่ช่วยให้เรามีความหวังและความสุขเสมอ


ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

การนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 31/10/2010

เรื่อง รักวิเศษ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Wednesday, 10 November 2010

รักวิเศษ (5/7)

2. รักของพระเจ้าคือรักวิเศษ ที่จะให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ที่มาหาพระองค์ (2)

คริสเตียนทุกคนเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ เราไม่ได้เชื่อพระเจ้าที่ตายแล้ว แต่เราเชื่อพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงอยู่ด้วยกับเราทุกคนตลอดเวลา เมื่อเรารักพระองค์ ความรักพระองค์จะอยู่ด้วยกับเรา แล้วเราจะรู้ได้ว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วยกับเราเสมอ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงรู้จักเราดี พระองค์ทรงรู้จักทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราเสมอ คำถามคือ เราเข้ามาหาพระองค์หรือไม่?

ชายถูกผีสิง วิ่งหาพระเยซูคริสต์ หญิงที่ป่วยเป็นโรคโลหิตตก วิ่งหาพระเยซูคริสต์ เด็กหญิงคนนั้นก็ได้พบพระเยซูคริสต์ เมื่อเราและพระเยซูคริสต์ได้พบกัน เมื่อเราได้เชื่อฟังพระองค์ แสวงหาพระองค์ ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ จะประทานชีวิตใหม่อันอัศจรรย์ให้แก่เราเสมอ

พระเยซูคริสต์ทรงรักเราทั้งหลายมาก

ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไรก็ตาม พระเยซูคริสต์ก็ทรงรักเรา

ไม่ว่าเราจะมีสภาพอย่างไรก็แล้วแต่ พระเยซูคริสต์ก็ทรงรักเรา

ไม่ว่าเราจะมีโรคต่าง ๆ พระเยซูคริสต์ก็ทรงรักเรา

คนที่ทำงานหนักมีภาระสูง พระเยซูคริสต์ก็ทรงรักเรา

เราจึงต้องเข้ามาหาพระองค์และเชื่อในพระองค์ตลอดเวลา เพราะความรักของพระองค์จะแก้ไขทุกปัญหาในชีวิตของเราได้

ขอที่เราจะพิสูจน์ความรักของพระองค์ โดยการเชื่อพระองค์ และเข้ามาใกล้ชิดกับพระองค์ทุกวัน แล้วเราจะเห็นสิ่งอัศจรรย์ที่เราไม่เคยเห็นเลย

ข้าพเจ้าเห็นคนที่เลวที่สุดในสังคม คือนักโทษ ได้รับการเปลี่ยนแปลง คริสตจักรของข้าพเจ้ามีสมาชิก 158 คน ซึ่งในนี้ 134 คนเป็นนักโทษมาก่อน คริสตจักรของข้าพเจ้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นอดีตนักโทษ แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่บอกพี่น้องว่าคนเหล่านี้เคยเป็นนักโทษมาก่อน พี่น้องจะไม่เชื่อเลยว่าคนเหล่านี้เคยมีสันดานของการเป็นนักโทษมา พระเจ้าไม่ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าอะไรพิเศษ นอกจากให้ข้าพเจ้าสื่อให้พวกเขารู้จักความรักของพระเจ้า

บางคนมีชีวิตการงานดี สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเขาได้รู้จักและสัมผัสถึงความรักของพระองค์

พี่น้องทั้งหลาย ขอที่เราจะไม่ลืม คือ พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพราะพระองค์ทรงรักเรา ขอที่เราจะเข้ามาหาพระองค์ แล้วเราจะได้รับชีวิตใหม่


ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

การนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 31/10/2010

เรื่อง รักวิเศษ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Tuesday, 9 November 2010

รักวิเศษ (4/7)

2. รักของพระเจ้าคือรักวิเศษ ที่จะให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ที่มาหาพระองค์ (1)

"พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์" (ทิตัส 3:5)

ถ้าอยากรู้จักรักวิเศษของพระเจ้า เราจะต้องมาหาพระองค์ เชื่อในพระองค์ เพื่อรับชีวิตใหม่ และได้รับชีวิตอัศจรรย์

ในพระธรรมมาระโก บทที่ 5 ได้กล่าวถึงคน 3 ประเภท

1. ชายที่ถูกผีสิง

ชายคนนี้แท้จริงแล้วมีครอบครัวที่ดีมาก มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในครอบครัว และแล้ววันหนึ่ง เขากลับมีชีวิตที่ผิดปกติไป ครอบครัวก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงผิดปกติไป เพื่อนบ้านก็ได้เห็นว่าเขาผิดปกติ คนมากมายสันนิษฐานว่าเขาถูกผีสิง และขับไล่ชายคนนี้ออกไป ชายคนนี้ต้องนอนอาศัยอยู่ในอุโมงฝังศพ ที่บริเวณสุสาน ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไม่มีใครสนใจ สภาพของชายผู้นี้น่าสงสาร ถ้าข้าพเจ้าเป็นเขาข้าพเจ้าคงจะสงสารตัวเองมาก เขาอยากเลิกและกลับเป็นปกติ แต่เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ครอบครัวก็ช่วยไม่ได้ นี่คือคนประเภทแรกที่ถูกเขียนเอาไว้

2. หญิงตกโลหิต

หญิงผู้หนึ่งที่ตกโลหิต 12 ปี มีความทุกข์ทรมานมาก เธอผู้นี้มีเงิน ได้พยายามใช้เงินเพื่อรับการรักษาให้หาย ไปหาแพทย์หลายคน คิดว่าเงินสามารถช่วยได้ แต่แม้ว่าได้ใช้เงินทั้งหมดที่มีเพื่อหาแพทย์หลายคน โรคนั้นก็ไม่ได้หายเลย และกลับกำเริบขึ้นอีก นี่คือบุคคลคนที่สอง

3. ลูกสาวของนายธรรมศาลา

เธอผู้นี้ป่วยหนัก อาการปางตาย หลายคนเดือดร้อนทุกข์ใจ ในที่สุด หญิงผู้นี้ก็ตาย

ในบทนี้ มาระโกได้กล่าวถึงคนสามคนที่อยู่ในสภาพที่น่าสงสารและทุกข์ทรมาน มีความลำบาก แต่ข้าพเจ้าจะต้องเล่าต่อ เพราะถ้าข้าพเจ้าไม่เล่าเรื่องราวของเขาทั้งสามนี้ต่อ หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่แย่ที่สุดในโลก

จากเรื่องราวต่อไปของบุคคลทั้งสามคนนี้ เราจะพบความจริงอันอัศจรรย์ที่พวกเขาไม่เคยพบมาก่อน

พระองค์ทรงเสด็จเข้ามาหามนุษย์ เพราะพระองค์ทรงรักมนุษย์ และวันหนึ่งพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้าไปในเมืองที่ทั้งสามคนนี้อยู

สำหรับชายผู้ถูกผีสิง พระองค์ทรงเสด็จเข้าไปในเมือง เกราซาห์ ที่ซึ่งชายผู้นี้อาศัยอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เมื่อทรงเข้าใกล้สุสานนั้น ชายที่ถูกผีสิ่งวิ่งเข้าหาพระองค์ และกราบไหว้พระองค์ อ้อนวอนให้พระองค์ทรงช่วย เมื่อชายผู้นี้วิ่งเข้าไปหาพระองค์ ฤทธิ์เดชแห่งความรักของพระเยซูคริสต์ ขับไล่สิ่งที่หนักอึ้งในชีวิตของชายผู้นี้ออกไป ไม่ว่าจะเป็นผีร้ายหรือปัญหาร้ายในชีวิตชายผู้นี้ ได้หลุดไปหมดแล้ว

สำหรับหญิงผู้เป็นโรคตกโลหิต วันหนึ่งหญิงผู้นี้ได้ยินเรื่องราวของพระเยูซคริสต์ ได้ยินถึงความรักของพระองค์ ได้ยินมามากมายว่าพระองค์ทรงช่วยได้ "พระองค์ทรงช่วยได้ ถ้าเราได้พบพระองค์" นี่เป็นถ้อยคำที่อยู่ในสมองและความคิดของหญิงผู้นี้ เพราะเธอต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์

หลังจากที่พระองค์ทรงรักษาชายที่ถูกผีเข้า พระองค์ทรงเสด็จเข้าในเมือง และมีคนมากมายที่เบียดเสียดเพื่อเข้าเฝ้าพระองค์ หญิงผู้นี้คิดในใจว่า เขาจะต้องวิ่งเข้าไปหาพระองค์ให้ได้ จะต้องพบพระองค์ให้ได้ เพราะถ้าได้พบพระองค์ โรคร้ายทั้งหมดในชีวิตของเธอจะหายไปได้ ความรักของพระเยซูคริสต์จะช่วยเธอให้พบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้

เธอจึงเร่งรีบเข้าไปหาพระองค์ และเข้าเฝ้าพระองค์ แตะชายฉลองของพระองค์ ทันใดนั้น โรคร้ายทั้งหมดของเธอก็หายเป็นปกติ

พระองค์ทรงหันมา และถามว่าใครแตะต้องชายฉลองของพระองค์ หญิงผู้นี้กลัวมาก และตอบว่า "ดิฉันเจ้าข้า" เพราะเธอได้เข้ามาหาพระองค์ และแตะต้องพระองค์ เธอจึงได้รับการรักษาให้หาย

สำหรับลูกสาวนายธรรมศาลา เด็กหญิงผู้นี้ป่วยจนตาย หลายคนร้องไห้ เมื่อพระองค์ทรงได้ยิน จึงห้ามไม่ให้พวกเขาร้องไห้ และพระองค์ทรงเสด็จเข้าไปหาเด็กหญิงคนนี้ในห้อง พร้อมพ่อแม่ของเขา และสาวกของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงเข้าไปถึงในห้องของเด็กหญิงคนนี้ พระองค์ตรัสสั่งด้วยความรักของพระองค์ว่า "ลูกหญิงเอ๋ยจงลุกขึ้นเถิด" เด็กหญิงผู้นี้ก็ลุกขึ้น และพระองค์ก็ทรงให้พ่อแม่แต่งตัวให้เด็กหญิงคนนี้

ทุกคนที่ได้พบเห็นต่างก็อัศจรรย์ใจ แต่สำหรับเราทั้งหลาย เรื่องทั้งหมดอยู่ในมาระโกบทที่ 5 นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราทั้งหลายในทุกวันนี้เช่นกัน

พระองค์ทรงช่วยคนแต่ละคนในอดีตได้ พระองค์ก็ทรงช่วยทุกสิ่งในชีวิตของเราได้เช่นเดียวกัน เพราะความรักของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่อัศจรรย์สำหรับผู้ที่รักพระองค์ ใครก็ตามที่เข้ามาหาพระองค์ สัมผัสพระองค์ เชื่อในพระองค์ คนเหล่านั้นจะได้รับความรักและการอัศจรรย์ในชีวิตของเขา และเขาจะได้รับการเปลี่ยนใหม่ และมีชีวิตที่ดีขึ้น

ข้าพเจ้าอยากให้เราทั้งหลายพิสูจน์สิ่งเหล่านี้จากพระเจ้า


ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

การนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 31/10/2010

เรื่อง รักวิเศษ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Monday, 8 November 2010

รักวิเศษ (3/7)

1. รักของพระเจ้าคือรักวิเศษ ที่พระองค์ทรงเสด็จมาช่วยเรา (2)

ความรักพระองค์เป็นรักวิเศษ เป็นทุกสิ่งสำหรับคนที่ต้อนรับพระองค์ ความรักพระองค์ทำให้เราหายจากความกังวลและสบาย สิ่งหนักใจก็ทำให้เรามีความหวังและมั่นคง

ข้าพเจ้ารับใช้พระเจ้าในเรือนจำ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ข้าพเจ้าไปเรือนจำหญิงแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าข้าพเจ้าจะเข้าไปทำอะไร ข้าพเจ้าได้เจอคำพูดเช่นนี้บ่อยเหลือเกิน

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าจะเข้าเรือนจำเพื่อสอนนักโทษ พวกเจ้าหน้าที่จะดูถูกการสั่งสอนของพวกของข้าพเจ้ามาก พวกเขามักจะถามเสมอว่า "เข้ามาทำอะไร? สอนอะไร? เอาอะไรมาสอน?" นี่คือภาษาที่เจ้าหน้าที่ใช้บ่อยที่สุด

ถ้าเรารู้จักความรักของพระเจ้า รู้จักข่าวพระเสริฐของพระองค์ มีความหวังในพระองค์ เราจะตอบคนที่ถามเช่นนี้ว่าอย่างไร? ประโยคเดียวที่ข้าพเจ้าจะตอบคนทุกคนที่ถาม คือ "ข้าพเจ้าจะพูดให้พวกเขาเข้าใจความรักของพระเจ้า ไม่ใช่สอนศาสนา" สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าจะพูดกับนักโทษ คือให้เขารู้จักความรักของพระเจ้า เพราะสำหรับข้าพเจ้าแล้ว ความรักของพระเจ้าคือรักวิเศษ รักที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้

ข้าพเจ้ามีประสบการณ์เช่นนั้นในชีวิตจริง ๆ แค่เข้าเรือนจำ และอ่านข่าวประเสริฐให้พวกนักโทษฟัง ทุกคำในข่าวประเสริฐล้วนเป็นถ้อยคำแห่งความรัก แน่นอน ครั้งแรก ๆ เขาอาจไม่เข้าใจ ครั้งต่อ ๆ มาอาจยังดื้อรั้น แต่ในที่สุด ทุกคนที่ตั้งใจฟังข่าวประเสริฐ จะเชื่อในความรักของพระเยซูคริสต์ และได้รับชีวิตที่ดีกว่าเก่า ชีวิตของเขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลง

วันนี้มีคนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากความรักของพระเจ้ามากกว่าหมื่นคนในคุก มีนักโทษคริสเตียนหมื่นกว่าคนในเรือนจำ นมัสการพระเจ้าอย่างที่เราทำ เพียงแต่ทำในคุก และสิ่งหนึ่งที่เขาคิดเหมือนเราทุกคน คือ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความรัก ทรงรักเราทุกคน

พระเยซูทรงรักข้าพเจ้า และทรงรักท่านทั้งหลายและครอบครัวของท่านทั้งหลาย นี่คือข่าวประเสริฐ ที่พระเจ้าทรงสอนให้เรารู้จากพระคำของพระองค์ พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อเรา ไม่ใช่เพื่อเป็นศาสดาของศาสนา ทุกถ้อยคำล้วนกล่าวว่า "พระองค์ทรงเป็นความรัก และเสด็จมาเพื่อช่วยโลกมนุษย์"

พระเจ้าทรงเป็นความรัก พระองค์ทรงรักเรา ทรงอยากเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิม


ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

การนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 31/10/2010

เรื่อง รักวิเศษ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Sunday, 7 November 2010

รักวิเศษ (2/7)

1. รักของพระเจ้าคือรักวิเศษ ที่พระองค์ทรงเสด็จมาช่วยเรา (1)

"พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์" (ทิตัส 3:5)

ข้าพเจ้าได้สิ่งนี้เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อช่วยเราทั้งหลาย นี่คือคำที่สวยงามที่สุดในโลกนี้ "พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ ทรงเสด็จมาเพื่อช่วยมนุษย์" นี่คือสิ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้จักในศาสนาคริสต์ในเวลานั้น

ก่อนที่ข้าพเจ้าเป็นคริสเตียน ข้าพเจ้าไม่ได้เติบโตในสภาพที่ดีเท่าไรนักในครอบครัว ชีวิตข้าพเจ้าทำตัวไม่ดี ครอบครัวต่างกลุ้มใจกับชีวิตของข้าพเจ้า

ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นครอบครัวที่มีการไหว้เจ้า ข้าพเจ้าได้รับการสอนเกี่ยวกับเรื่องไหว้เจ้าตลอดมา ข้าพเจ้าไม่เข้าใจอะไรนัก นอกจากเรียนรู้ว่า ต้องไหว้เจ้า พระที่ข้าพเจ้ารู้จักตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นพระที่ข้าพเจ้าทราบว่าแม่ของข้าพเจ้ากลัว และต้องกราบไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีกินหรือไม่มี ก็จะต้องกราบไหว้ และพยายามหาความช่วยเหลือจากพระเหล่านี้เสมอ

ครอบครัวของข้าพเจ้ารักข้าพเจ้ามาก เขาส่งข้าพเจ้าเรียนโรงเรียนดี ๆ สอนข้าพเจ้าสาระพัดเพื่อให้ข้าพเจ้าเป็นคนดี แต่ข้าพเจ้ากลับไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่พวกเขาคาดหวัง เมื่อข้าพเจ้าทำตัวไม่ดี แม่ของข้าพเจ้าก็นำข้าพเจ้าไปหาพระ เพื่อให้ข้าพเจ้ากลับตัวเป็นคนดี นี่เป็นความจริงในชีวิตข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าเป็นวัยรุ่น

ข้าพเจ้าติดการพนัน ชอบเที่ยว ชอบขโมย ชอบโกหก ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้แม่ของข้าพเจ้าปวดหัว ข้าพเจ้าอยากกลับตัว และสิ่งเดียวที่ทำได้ คือ หวังพึ่งสิ่งที่แม่ของข้าพเจ้านับถือ ท่านนำเสื้อของข้าพเจ้าไปพิมพ์ยันที่หลังเสื้อ และเผากระดาษเหลือง ๆ ใส่ถ้วยให้ข้าพเจ้ากิน ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งที่แม่ของข้าพเจ้าสั่ง เดินทางไปที่ต่าง ๆ เรียนรู้การเข้าวัดวาและการไหว้เจ้าที่ต่าง ๆ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงเป็นคนเกเรเหมือนเดิม

หลายคนอาจบอกว่า ที่เลวก็เพราะเป็นที่ตัวผมเอง ผมไม่รักดีเอง ถ้ารักดีก็คงจะดีไปนานแล้ว แต่ข้าพเจ้าสารภาพกับคนในบ้านว่า ข้าพเจ้าได้พยายามอย่างมากแล้ว แต่ทุกอย่างในชีวิตยังเหมือนเดิม จนวันหนึ่ง มีคนคนหนึ่งพูดกับข้าพเจ้าเรื่องเรื่องหนึ่งว่าถ้าข้าพเจ้าได้รู้จักความรักของข้าพเจ้า ชีวิตของข้าพเจ้าจะเปลี่ยนไป

ถ้าพี่น้องได้ยินเช่นนี้จะรู้สึกเช่นเดียวกับข้าพเจ้าหรือไม่? ข้าพเจ้าสนใจ และถามว่า "พระเจ้าคือใคร? ความรักของพระเจ้าเป็นอย่างไร?"

บุคคลผู้นั้นก็ได้เริ่มเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ยินว่า "พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความรัก พระองค์ทรงเสด็จมาในโลกเพราะพระองค์ทรงรักเรา และความรักของพระองค์เปลี่ยนชีวิตของเราทั้งหลายได้"

ข้าพเจ้าได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วตื่นเต้น สนใจ เพราะคนในบ้านได้พูดว่า "อย่าไปยุ่งเรื่องศาสนาคริสต์ อย่าสนใจศาสนาคริสต์ อย่าไปนับถือศาสนาคริสต์ เพราะศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของฝรั่ง พระเยซูเป็นศาสดาของศาสนาฝรั่ง" นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับการสอนมา

แต่สิ่งที่เพื่อนของข้าพเจ้าได้บอกกับข้าพเจ้าแตกต่างจากที่ครอบครัวข้าพเจ้าพูด เขากระตือรือร้นรับใช้พระเจ้า และพูดกับข้าพเจ้าเสมอว่า ถ้าข้าพเจ้ารู้จักความรักพระเจ้า ชีวิตของข้าพเจ้าจะเปลี่ยนไป

ข้าพเจ้าแอบครอบครัว ไปเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ และข้าพเจ้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ ความรักของพระเยซูคริสต์ช่วยให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนไป

ใครรู้จักความรักพระเยซู ชีวิตของเขาก็จะเปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น

ข้าพเจ้าไม่ใช่คนดี ครอบครัวของข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่ใช่คนดี ข้าพเจ้าขโมยของและโกหกเก่ง แต่เมื่อความรักของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการที่ข้าพเจ้าได้รู้จักความรักของพระเจ้า นี่คือรักวิเศษ รักอัศจรรย์จากพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าไม่สนใจว่าพระองค์เป็นศาสดาของศาสนาไหน ข้าพเจ้าเข้าไปในโบสถ์และฟังเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ได้ตัดสินใจรับเชื่อในที่สุด บอกกับอาจารย์ว่าตั้งแต่วันนั้น ข้าพเจ้าจะเป็นคริสเตียน จะเชื่อพระเจ้า จะเชื่อพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่รักข้าพเจ้าและเปลี่ยนชีวิตข้าพเจ้า

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกคน ไม่ว่าเราจะจนหรือรวยก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้จักความรักพระเยซูคริสต์หรือไม่ ไม่ว่าเราจะสุขหรือทุกข์ก็จะไม่ทุกข์ร้อน ถ้าเรารู้จักความรักนี

 

ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

การนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 31/10/2010

เรื่อง รักวิเศษ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

Saturday, 6 November 2010

รักวิเศษ (1/7)


"พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์" (ทิตัส 3:5)


เวลาของโลกผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเราทั้งหลายก็มีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราอยู่เพื่อนับอายุ ก็อาจจะรู้สึกว่านาน แต่ถ้าใช้ชีวิตเพื่อพระเจ้าแล้ว ชีวิตก็ผ่านไปเร็วเหลือเกิน

การที่คริสตจักรสามารถรับใช้พระเจ้า และสื่อสารความรักให้กับคนต่าง ๆ ได้ ก็เพราะว่าเรามีพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นความรัก และพระองค์ทรงเป็นรักวิเศษที่เราทั้งหลายคาดไม่ถึง

ในฐานะคริสเตียนผู้เชื่อ ทุกคนต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า "พระเจ้าทรงเป็นความรัก และพระองค์ทรงรักเรา" นี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในวันนี

เราทุกคนเคยได้ยินหลายสิ่งเกี่ยวกับเรื่อง "วิเศษ" ดังที่ได้พบเห็นตามโฆษณาต่าง ๆ ว่าสิ่งนี้ สิ่งนั้นวิเศษ แต่วันนี้ ไม่ว่าเราจะมาจากครอบครัวเช่นไร เป็นคริสเตียนมานานเท่าไร หรืออาจจะยังไม่รู้จักพระเจ้า ข้าพเจ้าอยากให้เราเรียนรู้สิ่งวิเศษสิ่งหนึ่ง นั่นคือ "รักวิเศษ"

"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16)

ความจริงอย่างหนึ่ง คือ พระเจ้าทรงรักเราทั้งหลาย ทรงรักมนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าจะเป็นใคร พระเจ้าก็ทรงรัก

"พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์" (ทิตัส 3:5)

นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำด้วยความรักต่อมนุษย์ เป็นความรักที่ทำให้เราทั้งหลายพบความสุขชั่วนิจนิรันดร์


ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

การนมัสการภาคภาษาจีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 31/10/2010

เรื่อง รักวิเศษ

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Thursday, 4 November 2010

อย่าลืม (8/8)

สรุป

เมื่อเจอความสำเร็จที่ต้องผ่านความยากลำบากเพื่อที่จะได้มา และใจเริ่มพองโต ให้เตือนตัวเองว่า

"1 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
2 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์" (สดุดี 103:1-2)

เมื่อเราอยู่อย่างสงบสุข ไม่ได้ทำบาปหรือผิดพลาด และกำลังจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เป็นธรรม ให้เราเตือนตัวเองว่า

"1 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
2 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์" (สดุดี 103:1-2)

เมื่อเรากำลังมองว่าตนเองฉลาด สมบูรณ์แบบกว่าคนอื่น ให้เราเตือนตัวเองเสมอว่า

"1 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
2 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์" (สดุดี 103:1-2)

และเมื่อเรามีความยากลำบาก อย่าให้ตาใจมองไปที่นั่นบ่อย ๆ แต่บอกกับตัวเองว่า

"1 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
2 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์" (สดุดี 103:1-2)

ถ้าเรามั่นคงกับพระเจ้า เราจะไม่เปลือยกายและไม่อับอาย แต่ถ้าไม่มั่นคง เราจะอายมาก ๆ

ขอที่เราจะใคร่ครวญพระธรรมตอนนี้ร่วมกัน

"1 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
2 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์
3 ผู้ทรงอภัยความบาปผิดทั้งสิ้นของท่าน ผู้ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของท่าน
4 ผู้ทรงไถ่ชีวิตของท่านมาจากปากแดนผู้ตาย ผู้ทรงสวมความรักมั่นคงและพระกรุณาให้ท่าน
5 ผู้ทรงให้ท่านอิ่มด้วยของดี ตลอดชีวิตของท่าน วัยหนุ่มของท่านจึงกลับคืนมาใหม่อย่างวัยนกอินทรี
6 พระเจ้าทรงประกอบการแก้แทนและการยุติธรรม ให้แก่บรรดาผู้ที่ถูกบีบบังคับ
7 พระองค์ทรงสำแดงวิธีการของพระองค์แก่โมเสส พระราชกิจของพระองค์ แก่ประชาชนอิสราเอล
8 พระเจ้าทรงพระกรุณาและมีพระคุณ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง
9 พระองค์จะไม่ทรงปรักปรำเสมอ หรือทรงกริ้วอยู่เป็นนิตย์
10 พระองค์มิได้ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องบาปของเรา หรือทรงสนองตามบาปผิดของเรา
11 เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่ เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น
12 ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น
13 บิดาสงสารบุตรของตนฉันใด พระเจ้าทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้น" (สดุดี 103:1-13)


อ. ชัยราช กิจเกื้อกูล (พี่ด้องYFC)

คำเทศนาค่ายสามคณะ คริสตจักรสะพานเหลือง "กายเดียวกัน" ตอนที่ 1

ระหว่างวันที่ 23-25/10/2010 ณ อาราญาน่า ภูพิมาน รีสอร์ทแอนด์สปา

เมื่อคืนวันที่ 23/07/2010

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Wednesday, 3 November 2010

อย่าลืม (7/8)

อย่ามองที่ความยากลำบากที่เผชิญ (2)

เมื่อเราเผชิญความยากลำบากด้วยน้ำตาไหล มีใครนับหยดน้ำตาของเราเอง แต่พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยด ไม่มีลืมสักหยดเดียว

พระองค์ทรงเอาใจใส่เรา อย่าลืมพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์ อย่ามองความยากลำบากบ่อยหรือนานเกินไป เพื่อจะได้ไม่โดนหลอก นับพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของเรา แล้วเราจะได้รับการปลดปล่อย แม้ว่าปัญหาจะยังคงอยู่ แต่เราได้รับความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา
คนรอบข้างของเราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เห็นพระคุณของพระเจ้าหรือไม่ ก็อยู่ที่การแสดงออกของชีวิตเรา

ความยากลำบาก มีคุณประโยชน์ มีคุณค่า เมื่อพระเจ้าทรงส่งความยากลำบากให้เรา ก็เป็นเพราะพระองค์ทรงให้เกียรติแก่เรา สมควรที่เราจะได้เติบโต และได้บำเหน็จ ขอที่เราจะมองที่พระคุณของพระเจ้า แล้วเราจะมีกำลัง

ผีเสื้อออกจากดักแด้ด้วยความยากลำบาก เพราะความยากลำบากนี้ทำให้ปีกของมันแข็งแรงขึ้น พร้อมที่จะบิน

"2 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี
3 เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง" (ยากอบ 1:2-3)

พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา คงจะไม่ทรงแกล้งเรา แต่ทั้งหมดก็เพื่อศักดิ์ศรีของเราทั้งสิ้น

"23 เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก
24 จิตใจของข้าพเจ้าว่า 'พระเจ้าทรงเป็นส่วนของข้าพเจ้า เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจะหวังในพระองค์'
25 พระเจ้าทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์อยู่ และทรงดีต่อคนที่แสวงพระองค์
26 เป็นการดีที่จะหวังใจและรอคอย ความรอดจากพระเจ้า" (บทเพลงคร่ำครวญ 3:23-26)

การที่พระเจ้าทรงทำดีแก่เรา ไม่ใช่เพราะเราน่ารัก หรือทำดีให้พระองค์ หรือเพราะว่าทรงเป็นหนี้ของเรา หรือทรงจำเป็นที่จะต้องทำให้แก่เรา นี่แหละ เป็นพระคุณของพระเจ้า ขอที่เราจะมองสิ่งนี้นาน ๆ

ทั้ง ๆ ที่เรามีใจสกปรก ถึงกระนั้น พระเจ้าก็ไม่เคยทอดทิ้งเรา


อ. ชัยราช กิจเกื้อกูล (พี่ด้องYFC)

คำเทศนาค่ายสามคณะ คริสตจักรสะพานเหลือง "กายเดียวกัน" ตอนที่ 1

ระหว่างวันที่ 23-25/10/2010 ณ อาราญาน่า ภูพิมาน รีสอร์ทแอนด์สปา

เมื่อคืนวันที่ 23/07/2010

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Tuesday, 2 November 2010

อย่าลืม (6/8)

อย่ามองที่ความยากลำบากที่เผชิญ (1)

เมื่อเราลำบาก ถ้าเรามองที่ตัวเอง เราก็จะบ่นต่อว่าพระเจ้า ว่าทำไมพระเจ้าไม่ทรงช่วย แต่กลับลืมพระคุณของพระเจ้าในอดีต ที่พระองค์ทรงช่วยเรามาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน จำไม่ได้แล้วว่าในอดีตเคยทุกข์ระทมเพียงไร และพระเจ้าทรงช่วยไว้ได้อย่างไร จดจ่อแต่สิ่งที่เกิดในปัจจุบัน ถ้าไม่เรียนรู้เรื่องนี้ เราก็จะต้องเจ็บปวดไปตลอดชีวิต

คนที่อยู่ในพระเจ้านาน ๆ ขอที่เราจะนำความจริงเข้ามาในชีวิต พระองค์ทรงอยู่กับเรา ประทานพระคุณให้เราเสมอ เราไม่ได้ต่อสู้โดดเดี่ยว ไม่ได้อยู่คนเดียว จงมองที่ความจริงนี้ อย่ามองที่ความยากลำบาก เพราะสิ่งเหล่านั้นจะนำเราให้ออกจากการติดสนิทกับพระเจ้า

"จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้ง" (1เปโตร 5:7)

"จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ" (มัทธิว 6:26)

อย่าห่วงเรื่องไม่มีกิน ถ้าไม่มีกินเมื่อไร แปลว่านกทั้งหลายในอากาศได้ตายหมดโลกแล้ว เพราะถ้าเราไม่มีกิน นกเหล่านั้นก็จะยิ่งไม่มีกินมากกว่าเสียอีก

"หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้" (โรม 8:39)

พระเจ้าทรงอยู่กับเรา มองที่พระคุณพระเจ้า คาดเข็มขัดแห่งความจริงแน่น ๆ อย่ามองที่ความยากลำบาก มิเช่นนั้น เข็มขัดจะหลุด

เมื่อเราเกิดความทุกข์ยาก อย่าเข้าใจไปว่าพระเจ้าไม่รัก แต่สิ่งนั้นจะเกิดประโยชน์แก่เรา ถ้าไม่มีความเครียดหรือความยากลำบาก ก็ไม่มีความก้าวหน้า เพราะจะมีแต่ความเฉื่อยชา

เราต้องทำงานหนักจึงจะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เช่นเดียวกัน เมื่อพระเจ้าทรงส่งความยากลำบากให้เรา ก็เพื่อที่เราจะปรับระดับชีวิตคริสเตียนของเรา พระเจ้าจะทรงเพิ่มระดับความยากลำบาก เพื่อสง่าราศีของเราเอง


อ. ชัยราช กิจเกื้อกูล (พี่ด้องYFC)

คำเทศนาค่ายสามคณะ คริสตจักรสะพานเหลือง "กายเดียวกัน" ตอนที่ 1

ระหว่างวันที่ 23-25/10/2010 ณ อาราญาน่า ภูพิมาน รีสอร์ทแอนด์สปา

เมื่อคืนวันที่ 23/07/2010

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ


Monday, 1 November 2010

อย่าลืม (5/8)

อย่ามองที่ความดีของตนเอง (2)

อย่าปล่อยให้สถานการณ์รอบข้างหลอกเราว่าผงคลีดินผู้นี้ทำได้ดีเอง และไม่มีทางผิดพลาดหรือนิสัยเสียเหมือนคนอื่น แต่ขอที่เราจะไม่ลืมพระคุณของพระเจ้า

"เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย" (ยอห์น 15:5)

สมัยที่กษัตริย์อาหับปกครองบ้านเมือง เขาได้ทำสิ่งเลวร้ายมากมาย พระเจ้าจึงทรงส่งเอลียาห์ให้บอกว่าฝนจะไม่ตก เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ท่านก็โกรธแค้นเอลียาห์ เพราะการกันดารนั้นรุนแรงมาก

วันหนึ่ง พระเจ้าสั่งให้เอลียาห์พบอาหับ ประโยคแรกที่อาหับกล่าวคือ "มาแล้วหรือ ผู้สร้างความเดือดร้อน"

"และอยู่มาเมื่ออาหับทอดพระเนตรเห็นเอลียาห์ อาหับก็ตรัสกับท่านว่า 'นี่ตัวเจ้าหรือ เจ้าผู้ทำความลำบากให้อิสราเอล' " (1พงษ์กษัตริย์ 18:17)

หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป พระเจ้าก็ได้ทรงประทานฝนให้อิสราเอล ทำไมพระเจ้าจึงต้องค้ำจุนอาหับ ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดเลย?

เช่นเดียวกัน หลายครั้งเราคิดว่าตนเองดี ดีกว่าผู้อื่น ไม่ได้ทำบาป มาโบสถ์เสมอ เฝ้าเดี่ยวทุกวัน ถวายสิบลดตลอด หาดีเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว แล้วทำไมพระเจ้าจะต้องทำดีให้กับผู้เห็นแก่ตัวเช่นนี้? ทำไมจึงตองค้ำจุนคนเช่นนี้ตลอด ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเขาไม่เคยสำนึกสิ่งที่ตัวเองผิดพลาด?

"แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา" (โรม 5:8)

นี่แหละคือพระคุณ ขอที่ตาใจของเราจะมองที่พระคุณพระเจ้าบ่อย ๆ มองนาน ๆ ตระหนักว่าศักดิ์ศรีของเราทุกคนเท่าเทียมกัน เพื่อเราจะได้มีความจริงในชีวิตอยู่เสมอ ขอที่เราจะนำความจริงคาดเอวไว้


อ. ชัยราช กิจเกื้อกูล (พี่ด้องYFC)

คำเทศนาค่ายสามคณะ คริสตจักรสะพานเหลือง "กายเดียวกัน" ตอนที่ 1

ระหว่างวันที่ 23-25/10/2010 ณ อาราญาน่า ภูพิมาน รีสอร์ทแอนด์สปา

เมื่อคืนวันที่ 23/07/2010

 

หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ