วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รักแท้ต้องแสดงออก (4/5)

2. จิตใจที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

ถ้าเรามีความคิดที่แบ่งแยกและตัดสินแล้ว ยังมีจิตใจที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางด้วยอีก ก็คงจะไม่มีวันที่เราจะรักคนอื่นได้อย่างแท้จริง
ถ้าหากเราจะเอาคนอื่นเป็นศูนย์กลาง เราต้องก้าวข้ามการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเสียก่อน
บางครั้งเราใช้มาตรฐานของเรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิต มาตรฐานความรู้ ในการตัดสิน แล้วถ้าพระเจ้าจะบอกว่ามนุษย์ไม่รู้เท่าพระองค์ แล้วจบเพียงแค่นั้น จะเกิดอะไรขึ้น
บางครั้งที่น่าเป็นห่วงที่สุด อาจเป็นมาตรฐานคริสเตียนของเรานี่แหละ เพราะบางครั้งเราใช้มาตรฐานความชอบธรรมบางอย่าง หรือมาตรฐานของการปฏิบัติศาสนกิจของเรา มาตัดสินพี่น้องของเราเอง ดังเช่น ฟาริสี และเรื่องที่ชัดเจนที่สุด คือ ฟาริสีและคนเก็บภาษี
11 คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้
12 ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย'
13 ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด'
14 เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น" (ลูกา 18:11-14)
ฟาริสีมีความคิดที่แบ่งแยก เขาทำดีทุกอย่าง แต่พระองค์กลับไม่พอพระทัยท่าทีของคนเหล่านี้ แม้ว่าเขาปฏิบัติตามสิ่งที่ได้กำหนดไว้ พระเจ้าทรงต้องการหัวใจที่ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแล้วตัดสินคนอื่น
บางครั้งเราชอบวัดจิตวิญญาณกัน ซึ่งเราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่แท้จริงแล้ว หากเราต้องการจะหนุนใจให้พี่น้องเข้ามา ขอให้เราทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของเขา ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดตัวเองแล้วทำให้อีกฝ่ายท้อใจท้อถอย
บางครั้งสิ่งนี้เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา โดยเฉพาะในยุค evangelical ที่เน้นการประกาศ ซึ่งเป็นการกระทำตามพระมหาบัญชาซึ่งอยู่ในพระคัมภีร์ มัทธิว 28
19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค" (มัทธิว 28:19-20)
หลายครั้งพวกเขาทำตามพระมหาบัญชา แต่กลับทำเป็นเหมือนการทำยอด ทำให้มีการแย่งชิงลูกแกะเกิดขึ้น
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาละลืมไป นั่นคือ ก่อนที่พระองค์จะประทานพระมหาบัญชาแก่สาวกประกาศ พระองค์ได้ประทานท่าทีหนึ่งให้กับเราไว้ คือ พระมหาบัญญัติ
34 เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น
35 ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา" (ยอห์น 13:34-35)
พระมหาบัญชา พระเยซูคริสต์ทรงประทานก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์ แต่พระบัญญัติ พระองค์ตรัสก่อนที่จะทรงสิ้นพระชนม์ ทรงเน้นให้เรารักกันและกัน
เราประกาศแบบแย่งชิงกันหรือไม่? ต้องมาเชื่อก่อนฉันจึงอยากจะอยู่ใกล้หรือไม่? ความรักต้องมาก่อน และความรักจะมาไม่ได้ ถ้าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ขอพระเจ้าช่วยเรา ที่เราจะให้คนอื่นเป็นศูนย์กลางบ้าง บางครั้งมาตรฐานของคนอื่นอาจจะน่ารักก็ได้ ย้ายมาตรฐานของเราไปอยู่ที่คนอื่นบ้าง แล้วเราจะร่วมกันประกาศ เมื่อเราขยายความรักของเราออกไป เพียงแค่พูดเรื่องพระเยซู คนอาจไม่เข้าใจ เพราะเขาต้องการความรักจากเราที่สำแดงออกก่อน
ถามเขา หยิบยื่นความช่วยเหลือ หนุนใจก่อน อยู่เคียงข้างเขา ถ้าเราเอามาตรฐานของตัวเองไปให้คนอื่น เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง ห่วงใยคนอื่นมากกว่า ชีวิตของเราจะเริ่มที่จะสำแดงความรักได้ด้วยการก้าวข้ามความคิดแบ่งแยกและจิตใจที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง

คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล
คำแบ่งปันรายการเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 15/05/2011
เรื่อง รักแท้ต้องแสดงออก
 
หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น